The Missing Piece
ตรวจเว็บฟรี

Digital PR คืออะไร: ทำ PR ออนไลน์ยุค AI Search ให้ Google และ AI พูดถึงแบรนด์

Digital PR คือการทำให้สื่อออนไลน์ ครีเอเตอร์ และคนในวงการพูดถึงแบรนด์ด้วยเรื่องที่เขาอยากเล่าต่อ ยุค AI Search สำคัญขึ้นเพราะคำตอบ AI ดึงจากเว็บของคนอื่นมากกว่าเว็บแบรนด์ บทความนี้มีกติกา Google เรื่องข่าวแจกและ advertorial วิธีทำเอง 6 ขั้น แม่แบบ pitch และตัวเลข 5 ตัวที่ใช้วัดผล

ศิริพงษ์ กลิ่นขจร

เผยแพร่ 4 พ.ย. 2026 ·

อัปเดตล่าสุด 4 พ.ย. 2026

ปกบทความ Digital PR คืออะไร ยุค AI Search พร้อมภาพแผนภาพ owned earned paid media ของ The Missing Piece
Digital PR คืออะไร ยุค AI Search

สรุปสั้น (TL;DR)

Digital PR คือการทำให้สื่อออนไลน์ ครีเอเตอร์ และคนในวงการพูดถึงแบรนด์ของเรา ด้วยเรื่องและข้อมูลที่เขาอยากเล่าต่อ ยุค AI Search งานนี้สำคัญขึ้น เพราะคำตอบของ Google AI Overviews และ ChatGPT ดึงข้อมูลจากเว็บของคนอื่นมากกว่าเว็บแบรนด์เอง

  • ในข้อมูลไทยของเรา (350 คำถาม ต.ค. 2026 ผลเบื้องต้น) ลิงก์ที่ AI อ้าง 48–67% ไม่ใช่เว็บแบรนด์ ขึ้นกับแพลตฟอร์ม
  • บทความที่จ่ายเงินลง ถ้ามีลิงก์ต้องติด rel=”sponsored” หรือ rel=”nofollow” (ป้ายบอก Google ว่าไม่ต้องนับลิงก์นี้) ส่วนข่าวแจกที่กระจายหลายเว็บห้ามใส่ลิงก์คำค้น ไม่งั้นนับเป็น link spam ตามนโยบาย Google
  • วัดผล Digital PR ด้วยจำนวนครั้งที่ถูกเอ่ยชื่อ คนที่ค้นชื่อแบรนด์ และสัดส่วนคำตอบ AI ที่เอ่ยชื่อเรา ไม่ใช่นับแค่ลิงก์หรือมูลค่าเทียบค่าโฆษณา

Digital PR คืออะไร ต่างจาก PR แบบเดิมยังไง

Digital PR (การประชาสัมพันธ์ออนไลน์) คือการทำให้แบรนด์ถูกพูดถึงในพื้นที่ออนไลน์ที่ลูกค้าเชื่อ เช่น สื่อข่าว สื่อการตลาด YouTube podcast ครีเอเตอร์ และชุมชนออนไลน์ โดยใช้เรื่องหรือข้อมูลที่คนเหล่านั้นอยากเล่าต่อเอง งานนี้เหมาะกับธุรกิจที่มีของจริงให้เล่า เช่น ข้อมูลที่เก็บเอง ผลงาน หรือผู้บริหารที่ให้ความเห็นได้ สิ่งที่ได้กลับมาคือการถูกเอ่ยชื่อ ลิงก์บางส่วน และคนที่ค้นชื่อแบรนด์ตามมา

PR แบบเดิมวัดผลจากพื้นที่ข่าวในหนังสือพิมพ์หรือทีวี ส่วน Digital PR อยู่บนเว็บที่ Google และ AI อ่านได้ จึงมีผลกับการค้นหาด้วย ตารางนี้สรุปความต่างที่ใช้ตัดสินใจได้

PR แบบเดิมDigital PR
พื้นที่หนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ งานแถลงข่าวเว็บข่าว สื่อเฉพาะวงการ YouTube podcast ครีเอเตอร์ ชุมชนออนไลน์
ผลที่ได้คนเห็นข่าวในช่วงเวลาหนึ่งการถูกเอ่ยชื่อที่อยู่บนเว็บนาน ลิงก์บางส่วน และคนค้นชื่อแบรนด์ตามมา
Google และ AI อ่านได้ไหมส่วนใหญ่ไม่ได้ ยกเว้นมีฉบับออนไลน์ได้ ถ้าเป็นข้อความบนหน้าเว็บ หรือมีคำบรรยายและ transcript
วัดผลด้วยพื้นที่ข่าว และมูลค่าเทียบค่าโฆษณาการถูกเอ่ยชื่อ คนค้นชื่อแบรนด์ ลิงก์ และสัดส่วนคำตอบ AI ที่เอ่ยชื่อเรา
PR แบบเดิมกับ Digital PR ต่างกันที่พื้นที่และวิธีวัดผล Digital PR อยู่บนเว็บที่ระบบค้นหาอ่านได้ ที่มา: เรียบเรียงโดย The Missing Piece จาก The Art of SEO บทที่ 11 และ Zero Click Marketing บทที่ 16

The Art of SEO บทที่ 11 มอง Digital PR เป็นวิธีได้ลิงก์ที่ใช้ได้ระยะยาว คือทำของดีแล้วพาไปให้คนที่เกี่ยวข้องเห็น ส่วนหนังสือ Zero Click Marketing (Amanda Natividad และ Rand Fishkin, 2026) บทที่ 16 มองว่าคุณค่าหลักของ PR ยุคนี้อยู่ที่การถูกเอ่ยชื่อ ไม่ใช่ลิงก์ ผลจึงมักมาทีหลังแบบอ้อม เช่น คนค้นชื่อแบรนด์ หรือพิมพ์ชื่อเว็บเข้ามาเอง บทความนี้ใช้ทั้งสองมุม

Digital PR ต่างจาก Link Building และ Brand Mention ยังไง

Digital PR คือวิธีทำงาน ส่วน brand mention และลิงก์คือผลที่ได้ Digital PR สร้างเรื่องและพาเรื่องไปหาคนเล่าต่อ ผลที่ออกมาอาจเป็นการถูกเอ่ยชื่อเฉยๆ หรือการถูกเอ่ยชื่อพร้อมลิงก์ ส่วน link building ตั้งเป้าที่ลิงก์โดยตรง

  • Brand mention = ชื่อแบรนด์ถูกพูดถึง จะมีลิงก์หรือไม่ก็ได้ วิธีวัดและเหตุผลที่ AI ให้น้ำหนักอยู่ใน Brand Mention คืออะไร
  • Link building = งานหาลิงก์จากเว็บอื่นเข้าหน้าเรา เส้นแบ่งตามกติกา Google อยู่ใน Link Building คืออะไร
  • Off-Page SEO = งานนอกเว็บทั้งหมด Digital PR เป็นงานหนึ่งในนั้น ดูแผนที่งานทั้ง 7 อย่างใน Off-Page SEO คืออะไร

อีกคำที่ใช้คู่กันคือ earned media ซึ่งแบ่งสื่อเป็น 3 แบบตามว่าใครเป็นเจ้าของพื้นที่และใครจ่าย Digital PR อยู่ในกลุ่ม earned media เกือบทั้งหมด

แบบคืออะไรตัวอย่างลิงก์ต้องติดป้ายไหม
Owned mediaพื้นที่ของเราเองเว็บ บล็อก จดหมายข่าว เพจของแบรนด์ไม่เกี่ยว (เป็นลิงก์ของเราเอง)
Earned mediaคนอื่นพูดถึงเราเองโดยเราไม่ได้จ่ายข่าวที่นักข่าวเขียนเอง รีวิว คลิปที่ครีเอเตอร์ทำเอง กระทู้ไม่ต้อง เป็นการตัดสินใจของเจ้าของพื้นที่
Paid mediaเราจ่ายเพื่อให้ได้พื้นที่advertorial ข่าวลงแบบเสียเงิน โพสต์จ้างครีเอเตอร์ โฆษณาต้อง ลิงก์ควรเป็น rel=”sponsored” หรือ rel=”nofollow”
Owned, earned และ paid media แยกกันที่ว่าใครเป็นเจ้าของพื้นที่และใครจ่าย คอลัมน์สุดท้ายอิงนโยบาย Google เรื่อง link spam และการติดป้ายลิงก์ขาออก
แผนภาพ AI อ้างเว็บคนอื่นมากกว่าเว็บแบรนด์ · 3 กล่อง Owned พื้นที่ของเรา เว็บ บล็อก จดหมายข่าว เป็นบ้านของข้อมูลให้คนอื่นอ้างกลับมา · Earned คนอื่นพูดถึงเอง ข่าว รีวิว คลิป กระทู้ งานหลักของ Digital PR ไม่ต้องติดป้ายลิงก์ · Paid เราจ่ายเพื่อพื้นที่ advertorial โพสต์จ้าง ลิงก์ต้องเป็น rel sponsored หรือ nofollow · แถบล่าง คำตอบ AI ในไทย ลิงก์ที่อ้าง 48–67% ไม่ใช่เว็บแบรนด์ 350 คำถามภาษาไทย AI 5 เจ้า ต.ค. 2026 ผลเบื้องต้น
Digital PR อยู่ในกลุ่ม earned media เป็นหลัก ส่วนพื้นที่ที่จ่ายเงินต้องติดป้ายลิงก์ และในไทยลิงก์ที่ AI อ้างส่วนใหญ่ไม่ใช่เว็บแบรนด์ ที่มา: นโยบาย Google และข้อมูล AI Citation 13 อุตสาหกรรมของ The Missing Piece ต.ค. 2026

ทำไม Digital PR สำคัญขึ้นในยุค AI Search

Digital PR สำคัญขึ้นเพราะคำตอบ AI ส่วนใหญ่อ้างเว็บของคนอื่นมากกว่าเว็บของแบรนด์เอง เมื่อคนถาม AI ว่าควรใช้แบรนด์ไหน AI จะค้นเว็บแล้วสรุปจากหลายแหล่ง ถ้าแหล่งเหล่านั้นไม่เคยพูดถึงเรา โอกาสที่ AI จะเอ่ยชื่อเราก็ต่ำ แม้เว็บของเราจะดี

ข้อมูลไทยของเราชี้ไปทางเดียวกัน The Missing Piece ถามคำถามภาษาไทย 350 ข้อใน 13 กลุ่มธุรกิจกับ AI 5 เจ้า แล้วนับ 7,484 ลิงก์ที่ AI อ้าง (6–7 ต.ค. 2026 ถาม 1 รอบ ผลเบื้องต้น) ลิงก์ที่ไม่ใช่เว็บแบรนด์มีสัดส่วน 67% ใน Google AI Overviews 63% ใน AI Mode 64% ใน ChatGPT (ค้นเว็บ) 59% ใน Gemini และ 48% ใน Perplexity ผลแยกรายอุตสาหกรรมอยู่ใน AI อ้างเว็บไหน แยก 13 อุตสาหกรรม

ข้อมูลต่างประเทศให้ภาพคล้ายกัน Muck Rack ผู้ขายซอฟต์แวร์ PR วิเคราะห์ลิงก์ที่ AI อ้างมากกว่า 25 ล้านลิงก์จาก ChatGPT, Claude และ Gemini ใน 17 อุตสาหกรรม (รายงาน Generative Pulse ฉบับ พ.ค. 2026 เผยแพร่ 7 พ.ค. 2026) พบว่า 84% มาจากสื่อที่ไม่ได้จ่ายเงิน (earned media) 27% เป็นงานข่าว และพื้นที่ที่จ่ายเงินหรือ advertorial มีแค่ 0.3% ข้อควรรู้คือ Muck Rack ไม่ได้นิยามว่า earned media รวมแหล่งแบบไหนบ้างในบทความสรุป และตัวเลขนี้บอกว่า AI อ้างแหล่งแบบไหน ไม่ได้พิสูจน์ว่าการลงข่าวทำให้ AI เอ่ยชื่อแบรนด์

งานของ Ahrefs (26 พ.ค. 2025) ที่ศึกษา 75,000 แบรนด์ พบว่าการถูกพูดถึงชื่อบนเว็บสัมพันธ์กับการโผล่ใน AI Overviews ที่ 0.664 สูงกว่าจำนวน backlink ที่ 0.218 ตัวเลขนี้เป็นค่าสหสัมพันธ์ ไม่ใช่สาเหตุ แต่บอกว่างานที่ทำให้คนพูดถึงเราคุ้มที่จะวัดแยกจากงานหาลิงก์

หนังสือ AI SEO For Dummies บทที่ 16 แนะนำให้ข้อมูลหลักของแบรนด์ตรงกันทุกที่ รวมถึงประวัติผู้บริหารที่ส่งให้สื่อ และบทที่ 20 แนะนำให้ไปอยู่ในหน้าที่คนใช้ตัดสินใจ เช่น หน้ารวมรายชื่อและบทความเปรียบเทียบ ส่วน Zero Click Marketing บทที่ 19 เรียกประโยคอธิบายแบรนด์ที่ใช้ซ้ำทุกที่ว่า canonical lines เพราะ AI มักตอบตามคำอธิบายที่เจอบ่อยที่สุด ภาพรวมของงานนี้อ่านต่อได้ที่ AI Visibility คืออะไร

ข่าวแจก ข่าวซื้อ และ advertorial: กติกาของ Google

ข่าวแจกและบทความที่จ่ายเงินลงทำได้ แต่ลิงก์ในนั้นต้องไม่ส่งแรงจัดอันดับ นโยบายสแปมของ Google นับเป็น link spam 2 แบบ คือ advertorial ที่รับเงินแล้วลิงก์ส่งแรงจัดอันดับ และลิงก์ที่ใส่คำค้นเป็น anchor (ข้อความที่กดเป็นลิงก์) ในบทความ guest post หรือข่าวประชาสัมพันธ์ที่กระจายไปเว็บอื่น วิธีที่ถูกคือติด rel=”sponsored” (Google แนะนำสำหรับพื้นที่ที่จ่ายเงิน) หรือ rel=”nofollow”

  • ข่าวแจก (press release) ที่สื่อลงตามที่ส่งไป: ใช้ประกาศเรื่องจริงได้ แต่อย่าหวังลิงก์ และอย่าใส่ลิงก์คำค้นแบบ “รับทำ…” ในเนื้อข่าว
  • ข่าวหรือบทความที่จ่ายเงินลง (advertorial): ควรมีป้ายบอกผู้อ่านว่าเป็นพื้นที่สนับสนุน และลิงก์ติด sponsored คุณค่าอยู่ที่คนอ่านของสื่อนั้น ไม่ใช่อันดับ
  • หน้าบนเว็บสื่อที่ลงเนื้อหาของคนนอกเพื่ออาศัยอันดับของเว็บนั้น: ผิด site reputation policy ของ Google เช่น หน้ารีวิวเงินกู้บนเว็บการศึกษา แต่เว็บรับข่าวประชาสัมพันธ์ ข่าวที่เผยแพร่ซ้ำ และ advertorial ที่ทำเพื่อผู้อ่านไม่ได้ผิดนโยบายนี้ อย่าเช่าพื้นที่หรือโฟลเดอร์ในเว็บข่าวเพื่อให้เนื้อหาของคุณติดอันดับแทน

ในทางปฏิบัติ สื่อไทยหลายแห่งยังไม่ติดป้ายลิงก์ในพื้นที่ข่าวประชาสัมพันธ์ The Missing Piece ตรวจหมวดข่าวประชาสัมพันธ์และ advertorial ของเว็บข่าว เว็บธุรกิจ เว็บการตลาด และเว็บรับข่าวประชาสัมพันธ์ไทย 13 แห่ง (ลองเข้า 19 แห่ง อีก 6 แห่งบล็อกบอทหรือไม่มีหมวดนี้) เก็บ 3 บทความล่าสุดของแต่ละเว็บ และเพิ่มบทความถัดไปตามลำดับสำหรับเว็บที่ 3 บทความแรกไม่มีลิงก์ รวม 75 บทความ (3 พ.ย. 2026 ตรวจจาก HTML ที่เซิร์ฟเวอร์ส่งมา) ผลที่พบ:

สิ่งที่ตรวจผล
บทความที่มีลิงก์ออกไปเว็บอื่นในเนื้อข่าว18 จาก 75 บทความ (57 บทความไม่มีลิงก์เลย)
เว็บที่มีลิงก์ในเนื้อข่าวให้ตรวจได้9 จาก 13 เว็บ
เว็บที่ปล่อยลิงก์เป็นแบบปกติ (ไม่ติดป้าย)4 จาก 9 เว็บ
เว็บที่ติด nofollow5 จาก 9 เว็บ
เว็บที่ใช้ rel=”sponsored”0 จาก 9 เว็บ
เว็บที่ไม่มีป้ายบอกผู้อ่านว่าเป็นข่าวประชาสัมพันธ์บนหน้า3 จาก 13 เว็บ (บอกแค่ใน URL หรือหมวด) และอีก 2 เว็บติดป้ายไม่ครบทุกบทความ
ผลตรวจป้ายลิงก์ในหมวดข่าวประชาสัมพันธ์ของเว็บไทย 13 แห่ง 75 บทความ (The Missing Piece, 3 พ.ย. 2026) ถ้านับเฉพาะ 3 บทความแรกของแต่ละเว็บ (39 บทความ) มี 6 บทความที่มีลิงก์ จาก 5 เว็บ 4 เว็บไม่ติดป้าย ผลนี้เป็นตัวอย่างวันเดียว ไม่ได้บอกนโยบายของแต่ละเว็บ และไม่นับลิงก์ที่เว็บอาจเติมป้ายภายหลังด้วย JavaScript
กราฟแท่ง เว็บที่มีลิงก์ในข่าว PR ไม่มีเว็บไหนใช้ rel sponsored · ผลตรวจหมวดข่าวประชาสัมพันธ์ เว็บไทย 13 แห่ง 75 บทความ 3 พ.ย. 2026 · ปล่อยลิงก์ไม่ติดป้าย 4 จาก 9 เว็บ · ติด nofollow 5 จาก 9 เว็บ · ใช้ rel sponsored 0 จาก 9 เว็บ · นับเฉพาะ 9 เว็บที่มีลิงก์ออกในเนื้อข่าว อีก 4 เว็บไม่มีลิงก์ให้ตรวจ · 18 จาก 75 บทความมีลิงก์ · ตัวอย่างวันเดียว ไม่เปิดชื่อเว็บ
ใน 9 เว็บที่มีลิงก์ในเนื้อข่าวประชาสัมพันธ์ 4 เว็บปล่อยลิงก์ไม่ติดป้าย 5 เว็บติด nofollow และไม่มีเว็บไหนใช้ rel=”sponsored” (ตัวอย่างวันเดียว) ที่มา: The Missing Piece ตรวจป้ายลิงก์ในข่าวประชาสัมพันธ์ของเว็บไทย 3 พ.ย. 2026

ตัวอย่างที่ควรระวังคือบทความในหมวดข่าวประชาสัมพันธ์ที่ใช้คำค้นเชิงบริการเป็น anchor เช่น ชื่อบริการ SEO และการสมัครโบรกเกอร์ แล้วปล่อยลิงก์ไม่ติดป้าย ซึ่งตรงกับลักษณะ link spam ในนโยบาย Google เราไม่เปิดชื่อเว็บ เพราะผลนี้เป็นตัวอย่างวันเดียว สิ่งที่แบรนด์ควบคุมได้คือ ถ้าจ่ายเงินลงพื้นที่ ให้ขอให้สื่อติด rel=”sponsored” และอย่าใส่ anchor คำค้นเอง แม้สื่อจะไม่บังคับ

The Art of SEO บทที่ 11 วางหลักไว้ตรงกับนโยบายข้างต้น คือโปรโมตเหมือนไม่มี Google ในมุมของเรา ถ้าข่าวนั้นไม่มีใครอยากอ่านจนต้องจ่ายเพื่อให้ได้ลิงก์ ลิงก์นั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่ Google อยากนับ วิธีจัดการลิงก์เก่าที่เคยซื้อไว้อยู่ใน Link Building คืออะไร

คนไทยเสพข่าวที่ไหน: เลือกช่องทาง PR ให้ตรง

ช่องทาง PR ที่ดีคือช่องทางที่ลูกค้าของคุณใช้จริง และที่ AI ใช้เป็นแหล่งในหมวดของคุณ คนไทยรับข่าวผ่านโซเชียลและวิดีโอสูง ข่าวบนเว็บข่าวอย่างเดียวจึงไม่พอ ขณะเดียวกัน AI ของ Google อ้างโซเชียลบ่อย ส่วน ChatGPT อ้างหน่วยงานรัฐและสถาบันบ่อยกว่า (ข้อมูลไทยของเรา ต.ค. 2026)

Reuters Institute Digital News Report 2025 ส่วนประเทศไทย (สำรวจออนไลน์โดย YouGov ม.ค.–ก.พ. 2025 กลุ่มตัวอย่างเอนไปทางคนเมืองและการศึกษาสูง) พบว่า 88% ของคนไทยรับข่าวออนไลน์ทุกสัปดาห์ 63% ของคนอายุ 18–34 ปีใช้โซเชียลเป็นแหล่งข่าวหลัก และ 43% อยากดูข่าวมากกว่าอ่าน (อยากอ่าน 32%) ฉบับปี 2026 พบว่าคนไทยใช้ TikTok รับข่าว 55% เท่ากับ YouTube ใช้ Facebook 69% และ 43% สนใจครีเอเตอร์มากกว่าแบรนด์ข่าวหลัก (26%) ส่วนทีวีลดจาก 50% ในปี 2024 เหลือ 42% Digital PR ในไทยจึงควรรวมครีเอเตอร์และวิดีโอ ไม่ใช่แค่ข่าวบนเว็บ

ช่องทางเหมาะกับเรื่องแบบไหนให้อะไรข้อควรระวัง
สื่อข่าวและสื่อธุรกิจออนไลน์ข้อมูลใหม่ ตัวเลขตลาด ความเห็นผู้บริหารการถูกเอ่ยชื่อในแหล่งที่ AI และคนอ่านเชื่อ ลิงก์บางครั้งนักข่าวต้องการข้อมูลที่ตรวจได้ ไม่ใช่ข่าวโฆษณา
สื่อเฉพาะวงการวิธีทำ กรณีศึกษา ข้อมูลเชิงลึกคนในวงการรู้จัก ลิงก์ที่เกี่ยวข้องตรงคนอ่านน้อยกว่า แต่ตรงกลุ่มกว่า
YouTube และ podcastสัมภาษณ์ สาธิต เล่าเบื้องหลังคนดูค้นชื่อตาม ชื่อแบรนด์ในชื่อคลิปและคำบรรยายต้องมีคำบรรยายหรือ transcript ให้ระบบอ่านคำพูดได้
ครีเอเตอร์บน TikTok, Facebook, Instagramสินค้าที่สาธิตได้ ประสบการณ์ใช้จริงคนเห็นจำนวนมาก การพูดถึงต่อถ้าจ้าง ต้องบอกผู้ชมว่าเป็นงานสนับสนุน
งานสัมมนาและเวทีพูดความรู้ของผู้บริหารโพสต์ประกาศงานและโพสต์หลังงาน คนในห้องค้นชื่อตามใช้ประวัติชุดเดียวกับในเว็บ
ชุมชนออนไลน์ เช่น Pantip และกลุ่ม Facebookตอบคำถามที่คนถามจริงการพูดถึงจากผู้ใช้ห้ามปลอมเป็นลูกค้า ตอบในนามแบรนด์ให้ชัด
ช่องทาง Digital PR 6 แบบ เลือกจากเรื่องที่มีและที่ที่ลูกค้าอยู่ ที่มา: เรียบเรียงโดย The Missing Piece จาก Zero Click Marketing บทที่ 16 และข้อมูลการอ้างแหล่งของ AI ในไทย ต.ค. 2026

วิธีเลือกที่ทำได้เร็วคือถามคำถามที่ลูกค้าถามจริงกับ AI หลายตัว แล้วจดว่า AI อ้างเว็บ คลิป หรือกระทู้ไหน แหล่งที่โผล่ซ้ำคือเป้าหมาย PR ของคุณ วิธีตั้งชุดคำถามอยู่ใน Prompt Tracking คืออะไร

ทำ Digital PR เองทีละขั้น

ทำ Digital PR เองได้ใน 6 ขั้น เริ่มจากมีเรื่องที่คนอยากเล่าต่อ แล้วค่อยหาคนเล่า ทีมเล็กทำได้ถ้าเลือกเรื่องดีและส่งทีละคน ไม่ต้องมีงบซื้อพื้นที่

  1. หาเรื่องที่มีของจริง: ข้อมูลที่เก็บเอง ผลสำรวจลูกค้า ผลทดสอบ ตัวเลขจากระบบของคุณ หรือความเห็นผู้บริหารต่อข่าวในวงการ เรื่องที่ไม่มีข้อมูลใหม่มักไม่มีใครเล่าต่อ
  2. ทำหน้าบ้านบนเว็บก่อน: ลงข้อมูลเต็ม วิธีเก็บ และข้อจำกัดไว้ในหน้าเว็บของคุณ เพื่อให้สื่อ คนอ่าน และ AI มีที่อ้างกลับมา
  3. เตรียมข้อมูลแบรนด์ให้ตรงกัน: ประโยคอธิบายแบรนด์ 1–2 ประโยค ชื่อผู้บริหาร ตำแหน่ง และประวัติชุดเดียว ใช้ซ้ำทุกที่ (ดูวิธีใน Entity SEO)
  4. หาคนเล่าต่อ: แหล่งที่ AI อ้างในหมวดของคุณ นักข่าวที่เขียนเรื่องนี้ประจำ ครีเอเตอร์และผู้จัดงานในวงการ
  5. ส่ง pitch (ข้อความเสนอเรื่องถึงนักข่าวหรือครีเอเตอร์) ทีละคน ไม่ขอลิงก์: บอกว่ามีอะไรใหม่ ผู้อ่านของเขาได้อะไร และใช้ข้อมูลได้เลยโดยอ้างที่มา
  6. ตามผลและเก็บตัวเลข: ตามได้ 1 ครั้ง แล้วจดว่าใครลง ลงที่ไหน มีลิงก์ไหม และติดป้ายแบบไหน ใช้เลือกเรื่องรอบถัดไป
แผนภาพ ทำ Digital PR เองใน 6 ขั้น แล้ววนรอบใหม่ · 01 หาเรื่องที่มีของจริง ข้อมูลที่เก็บเอง ผลทดสอบ ความเห็นผู้บริหาร · 02 ทำหน้าบ้านบนเว็บ ข้อมูลเต็ม วิธีเก็บ ข้อจำกัด · 03 ข้อมูลแบรนด์ตรงกัน ประโยคอธิบายแบรนด์และประวัติชุดเดียว · 04 หาคนเล่าต่อ แหล่งที่ AI อ้าง นักข่าว ครีเอเตอร์ ผู้จัดงาน · 05 pitch ทีละคน ไม่ขอลิงก์ · 06 ตามผลและเก็บตัวเลข · วนกลับขั้น 1
วงจร 6 ขั้นของ Digital PR ที่ทีมเล็กทำเองได้ ผลจากขั้นสุดท้ายใช้เลือกเรื่องรอบถัดไป ที่มา: แนวทางของ The Missing Piece อิง The Art of SEO บทที่ 11 และ Zero Click Marketing บทที่ 16

ขั้นที่ 5 เป็นจุดที่พลาดบ่อย Zero Click Marketing บทที่ 16 เล่าว่าเมื่อผู้เขียนเลิกขอลิงก์ในข้อความ pitch อัตราที่สื่อตอบกลับเพิ่มจากต่ำกว่า 2% เป็นมากกว่า 20% ตัวเลขนี้เป็นประสบการณ์ของผู้เขียนหนังสือ ยังไม่มีงานวิจัยสาธารณะรองรับ แต่การไม่ขอลิงก์ก็ช่วยให้ไม่เผลอเข้าใกล้การแลกลิงก์ ซึ่งนโยบาย Google นับเป็น link spam

แม่แบบ pitch ภาษาไทยที่ใช้ได้ทันที (เขียนส่วนในวงเล็บเหลี่ยมใหม่ทุกครั้ง)

หัวเรื่อง: ข้อมูลใหม่เรื่อง [หัวข้อ] ในไทย (เก็บเมื่อ [วันที่])

สวัสดีครับคุณ[ชื่อ]

เห็นคุณเขียนเรื่อง [หัวข้อ] เป็นประจำ เราเพิ่งเก็บข้อมูล [เก็บอะไร จากกี่ตัวอย่าง เมื่อไร] พบว่า [ผลหลัก 1 ประโยค]

ตารางเต็ม วิธีเก็บ และข้อจำกัดอยู่ที่ [URL หน้าข้อมูล] ใช้ตัวเลขหรือภาพได้เลยโดยอ้างที่มา ถ้าอยากได้ความเห็นจาก [ชื่อ ตำแหน่ง] เพิ่ม บอกได้ครับ

[ชื่อ] · [ตำแหน่ง] · [ช่องทางติดต่อ]

เช็ก 3 ข้อก่อนกดส่ง

  • มีเรื่องหรือข้อมูลที่เขายังไม่มีไหม
  • เขาเล่าต่อในรูปแบบของเขาได้ทันทีไหม เป็นข่าว โพสต์ คลิป หรือตอน podcast
  • ชื่อแบรนด์หรือชื่อข้อมูลจำง่ายและค้นเจอไหม ถ้าคนได้ยินแล้วค้นต่อไม่เจอ การถูกเอ่ยชื่อครั้งนั้นก็เสียเปล่า

วัดผล Digital PR ยังไง

วัดผล Digital PR ด้วยตัวเลข 5 ตัวที่ดูได้ทุกเดือน คือการถูกเอ่ยชื่อ ลิงก์ใหม่ คนค้นชื่อแบรนด์ คนพิมพ์ชื่อเว็บเข้ามาตรง และสัดส่วนคำตอบ AI ที่เอ่ยชื่อเรา ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าข่าวชิ้นไหนทำให้เกิดยอดขาย แต่บอกว่าแบรนด์ถูกรู้จักมากขึ้นหรือไม่

ตัวเลขดูจากไหนอ่านยังไง
จำนวนครั้งที่ถูกเอ่ยชื่อตารางติดตามงาน PR และเครื่องมือติดตามการพูดถึงนับแยกตามประเภทแหล่ง และดูว่าเป็นแหล่งที่ AI อ้างหรือไม่
เว็บที่ลิงก์มาใหม่ (referring domains)Google Search Console (ลิงก์) หรือเครื่องมือ SEOดูว่ามาจากที่เกี่ยวข้อง และป้ายลิงก์ถูกต้อง
คนค้นชื่อแบรนด์Google Search Console กรองคำที่มีชื่อแบรนด์เทียบ 3 เดือนล่าสุดกับ 3 เดือนก่อน
คนเข้าเว็บตรง (direct)GA4ใช้ประกอบ เพราะรวมคนที่มาจากแอปแชตและ AI ที่ไม่ส่งที่มา
สัดส่วนคำตอบ AI ที่เอ่ยชื่อเราชุดคำถามเดิม อย่างน้อย 50 คำถาม × 2 รอบรายงานพร้อมจำนวนคำตอบ (n) และช่วง ±95%
ตัวเลข 5 ตัวสำหรับวัดผล Digital PR ทุกเดือน เกณฑ์ 50 คำถาม × 2 รอบเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำของ The Missing Piece สำหรับการวัดคำตอบ AI
แผนภาพ วัดผล PR ด้วย 5 ตัวเลข ไม่ใช่นับลิงก์อย่างเดียว · 1 ถูกเอ่ยชื่อ นับตามประเภทแหล่ง · 2 เว็บที่ลิงก์มาใหม่ · 3 คนค้นชื่อแบรนด์ใน Search Console 3 เดือนล่าสุดเทียบ 3 เดือนก่อน · 4 เข้าเว็บตรง GA4 direct ใช้ประกอบ · 5 AI เอ่ยชื่อเรา อย่างน้อย 50 คำถาม × 2 รอบ บอก n และ ±95% · วางคู่กับกิจกรรมรายเดือน ข่าวที่ได้ลง งานพูด โพสต์ คลิป · ไม่ใช้มูลค่าเทียบค่าโฆษณา AVE อย่างเดียว
วัดผล Digital PR ด้วย 5 ตัวเลขเทียบกับกิจกรรมรายเดือน ไม่ใช้มูลค่าเทียบค่าโฆษณาอย่างเดียว ที่มา: แนวทางของ The Missing Piece และ Zero Click Marketing บทที่ 25

อย่ารายงานผล PR ด้วยมูลค่าเทียบค่าโฆษณา (AVE) อย่างเดียว เพราะตัวเลขนั้นบอกขนาดพื้นที่ ไม่ได้บอกว่าใครจำชื่อเราได้ Zero Click Marketing บทที่ 25 แนะนำให้วางกิจกรรมรายเดือน เช่น ข่าวที่ได้ลง งานพูด และโพสต์ ไว้เทียบกับตัวเลขอย่างคนค้นชื่อแบรนด์และคนเข้าเว็บตรง แล้วดูว่าอะไรขยับออกจากช่วงปกติ วิธีวัดคำตอบ AI แบบละเอียดอยู่ใน Share of Voice คืออะไร

ข้อควรระวัง และทำเองหรือจ้าง

ความเสี่ยงหลักของ Digital PR คือการเผลอซื้อลิงก์ในชื่อของ PR บริการที่ขาย “ลิงก์ dofollow (ลิงก์ที่ไม่ติดป้าย ส่งแรงจัดอันดับ) จากเว็บข่าว” คือการซื้อลิงก์ที่ไม่ติดป้าย ซึ่งผิดนโยบาย link spam ของ Google ข้อควรระวังอื่นที่เจอบ่อย:

  • ส่งข่าวแจกเดียวกันไปเป็นร้อยที่ ได้หน้าซ้ำกันหลายเว็บ แต่มักไม่มีใครอ่าน และไม่มีใครเล่าต่อ
  • จ้างครีเอเตอร์โดยไม่บอกผู้ชมว่าเป็นงานสนับสนุน
  • ตัวเลขในข่าวไม่มีที่มา นักข่าวและ AI ตรวจไม่ได้ ความน่าเชื่อถือของแบรนด์เสียกว่าได้
  • ประวัติผู้บริหารหรือคำอธิบายแบรนด์ไม่ตรงกันในแต่ละสื่อ อาจทำให้ AI สรุปแบรนด์ผิด

ทำเองเหมาะกับธุรกิจที่มีข้อมูลหรือผู้เชี่ยวชาญในทีม และส่ง pitch ได้เดือนละไม่กี่ชิ้น จ้างเอเจนซีเหมาะเมื่อต้องการเครือข่ายสื่อและทำหลายแคมเปญพร้อมกัน ก่อนจ้าง ให้ถาม 3 ข้อ คือ วัดผลด้วยอะไร ลิงก์จากพื้นที่ที่จ่ายเงินติดป้ายแบบไหน และมีตัวอย่างข่าวที่นักข่าวเขียนเองไหม ถ้าคำตอบเน้นจำนวนลิงก์ dofollow ให้ระวัง

อยากวัดว่า PR ทำให้ AI พูดถึงแบรนด์มากขึ้นจริงไหม: เริ่มจาก บทเรียน SEO และ AI Search ฟรี หรือเรียนสดใน คอร์ส Agentic SEO & AI Search (คอร์สของ The Missing Piece) ที่ใช้ Claude Code สร้าง agent วัดว่า ChatGPT กับ Gemini พูดถึงแบรนด์คุณไหม แล้วทำงานกับเว็บของคุณต่อทุกสัปดาห์

คำถามที่พบบ่อย

Digital PR คืออะไร

Digital PR คือการทำให้แบรนด์ถูกพูดถึงในพื้นที่ออนไลน์ที่ลูกค้าเชื่อ เช่น สื่อข่าว สื่อเฉพาะวงการ YouTube podcast และครีเอเตอร์ ด้วยเรื่องหรือข้อมูลที่คนเหล่านั้นอยากเล่าต่อเอง ผลที่ได้คือการถูกเอ่ยชื่อ ลิงก์บางส่วน และคนที่ค้นชื่อแบรนด์ตามมา

Digital PR ต่างจาก Link Building ยังไง

Digital PR ตั้งเป้าให้แบรนด์ถูกพูดถึง ลิงก์เป็นผลพลอยได้ ส่วน link building ตั้งเป้าที่ลิงก์โดยตรง ยุค AI Search การถูกเอ่ยชื่อในแหล่งที่ AI อ้างมีค่าแม้ไม่มีลิงก์ จึงควรวัดทั้งสองอย่างแยกกัน

ซื้อข่าวหรือ advertorial ที่มีลิงก์ ผิดกฎ Google ไหม

ซื้อพื้นที่ได้ แต่ลิงก์ในพื้นที่ที่จ่ายเงินต้องติด rel=”sponsored” หรือ rel=”nofollow” ถ้าลิงก์ส่งแรงจัดอันดับ Google นับเป็น link spam ตามนโยบายสแปม (ปรับปรุง 28 ส.ค. 2026)

ข่าวแจก (press release) ยังได้ผลไหม

ได้ผลสำหรับประกาศเรื่องจริงให้สื่อรู้ แต่ไม่ใช่ทางได้ลิงก์ เพราะลิงก์คำค้นในข่าวแจกที่กระจายไปหลายเว็บผิดนโยบาย link spam ถ้าไม่ติด nofollow หรือ sponsored ข่าวที่ได้ผลคือข่าวที่มีข้อมูลใหม่จนนักข่าวอยากเขียนต่อเอง

วัดผล Digital PR ยังไง

ดูตัวเลข 5 ตัวทุกเดือน คือจำนวนครั้งที่ถูกเอ่ยชื่อ เว็บที่ลิงก์มาใหม่ คนค้นชื่อแบรนด์ใน Search Console คนเข้าเว็บตรงใน GA4 และสัดส่วนคำตอบ AI ที่เอ่ยชื่อเราจากชุดคำถามอย่างน้อย 50 คำถาม × 2 รอบ อย่าใช้มูลค่าเทียบค่าโฆษณาอย่างเดียว

ทำ Digital PR นานแค่ไหน AI ถึงเริ่มพูดถึงแบรนด์

ไม่มีระยะเวลาที่แน่นอน และยังไม่มีงานวิจัยสาธารณะที่วัดเรื่องนี้ได้น่าเชื่อถือ ผลจาก PR มักมาทีหลังแบบอ้อม จึงควรวัดชุดคำถามเดิมทุกเดือน แล้วดูแนวโน้มอย่างน้อย 3 เดือน

แหล่งอ้างอิง

  • Google Search Central, Spam policies for Google web search (last updated 2026-08-28: link spam รวม advertorial ที่รับเงินแล้วลิงก์ส่งแรงจัดอันดับ และลิงก์ anchor คำค้นในบทความ guest post หรือข่าวประชาสัมพันธ์ที่กระจายไปเว็บอื่น · ไม่ผิดถ้าติด rel=”nofollow” หรือ rel=”sponsored” · site reputation policy และข้อยกเว้นสำหรับเว็บข่าวประชาสัมพันธ์ ข่าวเผยแพร่ซ้ำ และ advertorial ที่ทำเพื่อผู้อ่าน)
  • Google Search Central, Qualify your outbound links to Google (last updated 2025-12-10: ลิงก์โฆษณาและพื้นที่ที่จ่ายเงินใช้ rel=”sponsored” · nofollow ยังใช้ได้)
  • Louise Linehan และ Xibeijia Guan, Ahrefs, An Analysis of AI Overview Brand Visibility Factors (75K Brands Studied) (26 พ.ค. 2025: การถูกพูดถึงชื่อบนเว็บ 0.664 · backlink 0.218 · ค่าสหสัมพันธ์ Spearman ไม่ใช่สาเหตุ · เฉพาะ AI Overviews)
  • Muck Rack, What is AI Reading? (Generative Pulse) May 2026 (อัปเดต 7 พ.ค. 2026: ลิงก์ที่ AI อ้างมากกว่า 25 ล้านลิงก์ ChatGPT, Claude, Gemini 17 อุตสาหกรรม · earned 84% · งานข่าว 27% · พื้นที่ที่จ่ายเงิน 0.3% · งานวิจัยของผู้ขายซอฟต์แวร์ PR ไม่ได้นิยาม earned ในบทความสรุป)
  • Reuters Institute, Digital News Report 2025: Thailand (17 มิ.ย. 2025: รับข่าวออนไลน์ทุกสัปดาห์ 88% · คนอายุ 18–34 ใช้โซเชียลเป็นแหล่งข่าวหลัก 63% · อยากดูข่าว 43% อยากอ่าน 32% · สำรวจออนไลน์ YouGov กลุ่มตัวอย่างเอนไปทางคนเมืองและการศึกษาสูง) · Digital News Report 2026: Thailand (TikTok 55% · Facebook 69% · สนใจครีเอเตอร์ 43% เทียบแบรนด์ข่าวหลัก 26% · ทีวี 42% ลดจาก 50% ในปี 2024)
  • ข้อมูลของ The Missing Piece: ลิงก์ที่ AI 5 เจ้าอ้างจากคำถามภาษาไทย 350 ข้อ 13 กลุ่มธุรกิจ 7,484 ลิงก์ (6–7 ต.ค. 2026 ถาม 1 รอบ ผลเบื้องต้น) · ตรวจป้ายลิงก์ในหมวดข่าวประชาสัมพันธ์และ advertorial ของเว็บไทย 13 แห่ง 75 บทความ (3 พ.ย. 2026 HTML จากเซิร์ฟเวอร์ ตัวอย่างวันเดียว ไม่เปิดชื่อเว็บ)
  • Nathan Gotch, AI SEO For Dummies (Wiley, 2026), บทที่ 16 (ข้อมูลหลักของแบรนด์ตรงกันทุกที่ รวมประวัติที่ส่งให้สื่อ) · บทที่ 20 (ไปอยู่ในหน้าที่คนใช้ตัดสินใจ เช่น หน้ารวมรายชื่อ)
  • Eric Enge, Stephan Spencer, Jessie Stricchiola, The Art of SEO, 4th ed. (O’Reilly, 2023), บทที่ 11 (Digital PR และการได้ลิงก์ด้วยเนื้อหาที่คนอยากอ้าง · โปรโมตเหมือนไม่มี Google · ไม่ใช้ link scheme) · เขียนก่อนยุค AI Search ใช้เฉพาะวิธีคลาสสิก
  • Amanda Natividad & Rand Fishkin, Zero Click Marketing (Damn Gravity, 2026), บทที่ 16 (คุณค่าของ PR อยู่ที่การถูกเอ่ยชื่อ · เลิกขอลิงก์ใน pitch แล้วสื่อตอบกลับมากขึ้นตามที่ผู้เขียนเล่า) · บทที่ 19 (canonical lines · AI ตอบตามคำอธิบายที่เจอบ่อย) · บทที่ 25 (แดชบอร์ดกิจกรรมเทียบผลลัพธ์) · ข้อมูลส่วนใหญ่ในเล่มเป็นของสหรัฐฯ และผู้เขียนทั้งสองทำงานที่ SparkToro ซึ่งขายเครื่องมือวิจัยผู้ชม

ตรวจข้อมูลล่าสุด: 3 พ.ย. 2026