
สรุปสั้น (TL;DR)
Google Trends คือเครื่องมือฟรีของ Google ที่แสดงว่าความสนใจในการค้นหาคำหรือหัวข้อหนึ่งขึ้นลงอย่างไรตามช่วงเวลาและพื้นที่ ตัวเลขบนกราฟเป็นดัชนี 0–100 ที่เทียบกับจุดสูงสุดของชุดข้อมูลนั้น ไม่ใช่จำนวนครั้งที่คนค้น จึงเหมาะกับการดูจังหวะและทิศทางของเทรนด์ เพื่อวางแผนคอนเทนต์ให้ขึ้นก่อนคนเริ่มค้น
- ข้อมูล 5 ปีที่เราดึงเอง (15 ต.ค. 2026) พบว่าการค้นหาเทศกาลไทยพุ่งเร็วมาก: คนเริ่มค้นจริงจังแค่ 0–2 สัปดาห์ก่อนสัปดาห์พีค (ค่ากลาง หรือ median) ดังนั้นคอนเทนต์ต้องขึ้นเว็บก่อนที่คุณจะเห็นกราฟเริ่มขยับ
- เทศกาลตามจันทรคติอย่างลอยกระทง ตรุษจีน และกินเจ มีสัปดาห์พีคเลื่อนไปมาได้ถึง 3 สัปดาห์จากปีก่อน ปฏิทินคอนเทนต์แบบวันที่ตายตัวจึงใช้ไม่ได้
- เลข 0 ไม่ได้แปลว่าไม่มีคนค้น: คำ “11.11” ได้ 0 เกือบทุกสัปดาห์เมื่อเทียบกับคำว่าสงกรานต์ แต่พอดึงเดี่ยวกลับมีพีคชัดทุกเดือนพฤศจิกายน
สารบัญ
- Google Trends คืออะไร ใช้ฟรีไหม
- ตัวเลข 0–100 หมายถึงอะไร
- Google Trends ต่างจาก search volume ยังไง
- วิธีใช้ Google Trends ทีละขั้น
- Google Trends YouTube
- Related queries, Rising และ Breakout
- Trending Now และ RSS เทรนด์ไทย
- Gemini ใน Google Trends
- ข้อมูลจริง 5 ปี: คนไทยค้นเทศกาลเมื่อไหร่
- หาไอเดียคอนเทนต์ตามเทศกาลไทยทีละขั้น
- Google Trends กับ AI Search
- Google Trends API คืออะไร
- ดึงข้อมูล Google Trends อัตโนมัติ
- ข้อจำกัดของ Google Trends
- คำถามที่พบบ่อย
Google Trends คืออะไร ใช้ฟรีไหม
Google Trends (เทรนด์การค้นหาของ Google) คือเครื่องมือฟรีของ Google ที่แสดงความสนใจในการค้นหาคำหรือหัวข้อหนึ่งตามช่วงเวลาและพื้นที่ คนทำคอนเทนต์ นักการตลาด และคนทำ SEO ใช้ดูว่าเรื่องไหนกำลังมา เรื่องไหนขึ้นลงตามฤดูกาล และคนในพื้นที่ไหนสนใจเรื่องนั้นมากกว่ากัน สิ่งที่ Google Trends ไม่ได้บอกคือจำนวนครั้งที่คนค้น เพราะตัวเลขทุกตัวเป็นดัชนีเปรียบเทียบ (อธิบายในหัวข้อถัดไป)
ไม่ว่าจะค้นว่า “google trend คือ” หรือ “google trends คือ” ก็หมายถึงเครื่องมือเดียวกัน ชื่อทางการคือ Google Trends (มี s) เปิดใช้ได้ที่ trends.google.com โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ส่วนในงาน Keyword Research เราใช้ Google Trends เป็นเครื่องมือดูจังหวะเวลา คู่กับเครื่องมือที่บอกจำนวนคนค้น อ่านภาพรวมทั้งกระบวนการได้ที่ Keyword Research ฉบับคนไทย
Google Trends มี 2 ส่วนหลักที่ใช้บ่อย:
- Explore (สำรวจ ชื่อเรียกของเรา): พิมพ์คำหรือหัวข้อที่สนใจ แล้วดูกราฟความสนใจตามเวลา แผนที่ตามภูมิภาค หัวข้อที่เกี่ยวข้อง และคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง
- Trending Now (กำลังมาแรง ชื่อเรียกของเรา): รายการเรื่องที่คนค้นพุ่งขึ้นในช่วงไม่กี่ชั่วโมงถึง 7 วันล่าสุด หรือที่คนไทยเรียกว่าคำค้นหายอดนิยมของ Google

ตัวเลข 0–100 ใน Google Trends หมายถึงอะไร (0 ไม่ได้แปลว่าไม่มีคนค้น)
ตัวเลขใน Google Trends คือดัชนีความสนใจ ซึ่งคำนวณจากสัดส่วนการค้นหาคำนั้นเทียบกับการค้นหาทั้งหมดในพื้นที่และช่วงเวลาเดียวกัน แล้วปรับสเกลให้จุดที่สูงที่สุดในกราฟเป็น 100 ทุกคนที่อ่านกราฟ Trends ต้องเข้าใจเรื่องนี้ก่อน เพราะหน้าเว็บไทยที่ติดอันดับบางหน้ายังอธิบายเหมือนตัวเลขเป็นจำนวนคนค้น ซึ่งไม่ตรงกับคำอธิบายของ Google
หน้า FAQ about Google Trends data ของ Google Trends Help (ตรวจ 15 ต.ค. 2026) อธิบายการคำนวณเป็น 3 ขั้น:
- หารด้วยการค้นทั้งหมด: แต่ละจุดข้อมูลถูกหารด้วยจำนวนการค้นทั้งหมดของพื้นที่และช่วงเวลานั้น พื้นที่ที่มีคนใช้ Google เยอะจึงไม่ได้คะแนนสูงเสมอไป
- ปรับเป็นสเกล 0–100: ผลที่ได้ถูกปรับให้อยู่ในช่วง 0 ถึง 100 ตามสัดส่วนของคำนั้นเทียบกับทุกหัวข้อ
- ตัดสิ่งที่ทำให้ข้อมูลเพี้ยน: Trends ตัดการค้นซ้ำจากคนเดิมในช่วงเวลาสั้นๆ และกรองคำค้นที่มีเครื่องหมายพิเศษอย่าง apostrophe ออก
ผลคือ 100 แปลว่า “จุดที่คนสนใจมากที่สุดในกราฟนี้” และ 50 แปลว่า “สนใจครึ่งหนึ่งของจุดนั้น” ส่วน 0 Google เขียนไว้ว่าคำที่มีการค้นน้อยจะแสดงเป็น 0 เพราะ Trends แสดงเฉพาะคำที่มีคนค้นมากพอ 0 จึงแปลว่า “ข้อมูลน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับชุดนี้” ไม่ใช่ “ไม่มีใครค้นเลย”

ตัวอย่างจริง: 11.11 และกินเจ ได้ 0 เพราะไปยืนข้างสงกรานต์
ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดมาจากข้อมูล Google Trends ที่เราดึงเองผ่าน DataForSEO (ประเทศไทย ย้อนหลัง 5 ปี 262 สัปดาห์ ดึงวันที่ 15 ต.ค. 2026) เมื่อใส่คำว่า “11.11” ไว้ในชุดเดียวกับ “สงกรานต์” คำว่า 11.11 ได้ 0 ถึง 257 จาก 262 สัปดาห์ และคำว่า “shopee 11.11” ได้ 0 ทั้ง 262 สัปดาห์ แต่เมื่อดึงคำว่า “11.11” เดี่ยวๆ กราฟกลับมีพีคชัดทุกเดือนพฤศจิกายน (ปี 2021 = 100 และปี 2022–2025 อยู่ที่ 48–65)
คำว่า “กินเจ” ก็เป็นแบบเดียวกัน เมื่ออยู่ในชุดเดียวกับสงกรานต์และปีใหม่ กินเจได้แค่ 0–12 และเป็น 0 ถึง 216 สัปดาห์ แต่เมื่อดึงเดี่ยว ทุกปีขึ้นไปที่ 80–100 และไม่มีสัปดาห์ไหนเป็น 0 เลย บทเรียนคือถ้าคำที่สนใจเป็นคำเล็ก ให้ดูกราฟของคำนั้นเดี่ยวๆ หรือเทียบกับคำที่ขนาดใกล้กัน อย่าเอาไปเทียบกับคำยักษ์

Google Trends ต่างจาก search volume ยังไง
Google Trends บอกรูปทรงและจังหวะของความสนใจ ส่วน search volume บอกจำนวนครั้งที่คนค้นโดยประมาณต่อเดือน ทั้งสองอย่างใช้คู่กัน: ใช้เครื่องมือ keyword หาว่าคำไหนมีคนค้นพอให้ทำ แล้วใช้ Trends ดูว่าคำนั้นขึ้นช่วงไหนของปี กำลังโตหรือกำลังลง และพื้นที่ไหนสนใจ ตัวเลข search volume รายเดือนมักเฉลี่ยพีคที่กินเวลาแค่ 1–2 สัปดาห์จนดูเล็ก ขณะที่ Trends รายสัปดาห์เห็นพีคนั้นชัด เช่น ในข้อมูลของเรา ค่าเฉลี่ย 5 ปีของสงกรานต์ ลอยกระทง ตรุษจีน วันแม่ วาเลนไทน์ คริสต์มาส และปีใหม่อยู่แค่ราว 1–5 แต่สัปดาห์พีคขึ้นไปถึง 55–100
| Google Trends | เครื่องมือ search volume | |
|---|---|---|
| ตัวเลขคืออะไร | ดัชนี 0–100 เทียบในชุดเดียวกัน | จำนวนการค้นโดยประมาณต่อเดือน |
| เหมาะกับคำถาม | เมื่อไหร่ · กำลังโตไหม · พื้นที่ไหน · คำไหนมาแรง | คนค้นกี่ครั้ง · คุ้มทำไหม · ยากแค่ไหน |
| ความละเอียดเวลา | รายชั่วโมงถึงรายเดือน ตามช่วงที่เลือก | ส่วนใหญ่รายเดือน |
| คำที่คนค้นน้อย | แสดงเป็น 0 | มักแสดงเป็น 0 หรือช่วงกว้าง |
วิธีอ่าน search volume และ keyword difficulty แบบละเอียด เราแยกไว้ในบทความ Search Volume & Keyword Difficulty (KD คืออะไร) และวิธีใช้เครื่องมือของ Google ที่บอกตัวเลขค้นหาอยู่ใน วิธีใช้ Google Keyword Planner ตอนนี้ภาพรวมการเลือก keyword ทั้งหมดอยู่ที่ Keyword Research ฉบับคนไทย และรายชื่อเครื่องมือฟรีกับเสียเงินอยู่ที่ SEO Tools ฟรีและเสียเงิน 2026

วิธีใช้ Google Trends ทีละขั้น (Explore และ Google Trends ไทย)
วิธีใช้ Google Trends ที่ได้ข้อมูลถูกต้องคือเลือกพื้นที่ ช่วงเวลา และประเภทการค้นหาให้ตรงกับคำถามของคุณก่อนอ่านกราฟ คนส่วนใหญ่พิมพ์คำแล้วอ่านกราฟเลย ซึ่งค่าเริ่มต้นอาจไม่ใช่ประเทศไทยหรือไม่ใช่ช่วงเวลาที่ต้องการ ขั้นตอนด้านล่างใช้กับหน้า Explore ซึ่งเป็นหน้าหลักของเครื่องมือ
- เปิด Google Trends ไทย: เข้า Google Trends Explore ที่ตั้งพื้นที่เป็นประเทศไทย ลิงก์นี้ใส่
geo=THไว้แล้ว จึงไม่ต้องเปลี่ยนประเทศเอง - พิมพ์คำหรือหัวข้อ: ตอนพิมพ์ Google จะเสนอ 2 แบบ คือ “คำค้นหา” (ตรงตัวอักษร) และ “หัวข้อ” (Topic รวมคำที่มีความหมายเดียวกัน) เลือกตามที่อธิบายในหัวข้อย่อยด้านล่าง
- ตั้งพื้นที่: ทั้งประเทศ หรือเลือกจังหวัด/ภูมิภาคย่อยเมื่อต้องการดูว่าที่ไหนสนใจ
- ตั้งช่วงเวลา: ดูฤดูกาลใช้ 5 ปีที่ผ่านมา ดูคำมาแรงใช้ 12 เดือนที่ผ่านมาหรือสั้นกว่า
- ตั้งหมวดหมู่และประเภทการค้นหา: ใช้เมื่อคำมีหลายความหมาย หรือเมื่อทำคอนเทนต์สำหรับ YouTube หรือ Shopping
- อ่านผล 4 ส่วน: กราฟตามเวลา แผนที่ตามภูมิภาค หัวข้อที่เกี่ยวข้อง และคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง แล้วจดคำ Rising ไว้เป็นไอเดีย

ตัวกรอง 4 ตัว: พื้นที่ ช่วงเวลา หมวดหมู่ ประเภทการค้นหา
| ตัวกรอง | ใช้เมื่อ | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| พื้นที่ (region) | ทำคอนเทนต์ให้คนไทย หรือทำ local content | ประเทศไทย → ดูว่าจังหวัดไหนค้น “ลอยกระทง” มากในเดือนพฤศจิกายน |
| ช่วงเวลา (time) | ดูฤดูกาลหรือดูกระแส | 5 ปี = เห็นพีคซ้ำทุกปี · 7 วัน = เห็นกระแสข่าว |
| หมวดหมู่ (category) | คำเดียวมีหลายความหมาย | คำชื่อผลไม้ที่ซ้ำกับชื่อแบรนด์ ให้เลือกหมวดที่ตรงกับเรื่องของคุณ |
| ประเภทการค้นหา (search type) | คอนเทนต์ไม่ได้อยู่บนเว็บอย่างเดียว | ค้นเว็บ · รูปภาพ · ข่าว · Google Shopping · YouTube |
“คำค้นหา” กับ “หัวข้อ” ต่างกันยังไง
Google Trends Help อธิบายว่าหัวข้อ (Topic) คือกลุ่มคำที่มีความหมายเดียวกันในทุกภาษา ส่วนคำค้นหาคือคำตรงตัวที่พิมพ์ บทเรียน Basics of Google Trends ของ Google News Initiative บอกว่าโดยทั่วไปหัวข้อเชื่อถือได้มากกว่า เพราะรวมคำสะกดต่างกันและคำแปลไว้ด้วย สำหรับคำไทยที่สะกดได้หลายแบบ เช่น “ตรุษจีน” กับชื่อภาษาอังกฤษของเทศกาลเดียวกัน หัวข้อจะเก็บได้ครบกว่า แต่ถ้าคุณอยากรู้ว่าคนพิมพ์คำไหนจริงๆ เพื่อใช้เป็นหัวข้อบทความ ให้ใช้คำค้นหา
ในโหมดคำค้นหา ใส่เครื่องหมายคำพูดเพื่อดูคำตรงตัว และใช้ + รวมหลายคำเป็นเส้นเดียว เช่น ลอยกระทง + loy krathong (Google Trends Help, Compare Trends search terms)
เปรียบเทียบหลายคำพร้อมกัน
การเปรียบเทียบเป็นจุดที่ Trends มีประโยชน์มาก เพราะทุกเส้นในกราฟเดียวกันใช้สเกลเดียวกัน ประกาศของ Google เมื่อ 14 ม.ค. 2026 บอกว่าเพิ่มจำนวนคำที่เปรียบเทียบได้ในหน้า Explore แล้ว และหน้า Compare Trends search terms ของ Google Trends Help (ตรวจ 15 ต.ค. 2026) ระบุว่าหน้า Explore ใหม่เทียบได้สูงสุด 8 กลุ่มคำพร้อมกัน กลุ่มละไม่เกิน 50 คำ ส่วน Explore แบบเดิม (Classic) ได้ 5 กลุ่ม กลุ่มละไม่เกิน 25 คำ หน้าเว็บและคำตอบ AI ที่ยังเขียนว่า “สูงสุด 5 คำ” จึงเป็นตัวเลขของหน้าแบบเดิม
ข้อควรจำ: เทียบคำที่ขนาดใกล้กัน ถ้าใส่คำใหญ่มากคู่กับคำเล็ก คำเล็กจะถูกกดลงเป็น 0 ตามตัวอย่าง 11.11 ด้านบน
Google Trends YouTube: ดูเทรนด์วิดีโอแยกจากเว็บ
Google Trends YouTube คือการเปลี่ยนประเภทการค้นหาเป็น “การค้นหาใน YouTube” เพื่อดูความสนใจบน YouTube แยกจากการค้นบนเว็บ คนที่ทำวิดีโอ คลิปสั้น หรือวางแผนช่อง YouTube ควรดูแบบนี้ เพราะในข้อมูลของเรา จังหวะเวลาบนเว็บกับ YouTube เกือบเหมือนกัน แต่ขนาดและทิศทางระยะยาวต่างกัน
เราดึงคำ สงกรานต์ ลอยกระทง และวันแม่ ทั้งแบบค้นเว็บและแบบ YouTube (ประเทศไทย 5 ปี ดึง 15 ต.ค. 2026) ผลมี 3 ข้อ:
- จังหวะเดียวกัน: สหสัมพันธ์รายสัปดาห์ (ยิ่งใกล้ 1 ยิ่งขึ้นลงพร้อมกัน) ระหว่างเว็บกับ YouTube อยู่ที่ 0.91–0.96 ทั้ง 3 คำ พีคตรงสัปดาห์เดียวกันเกือบทุกฤดู (มีแค่วันแม่ปี 2024 และ 2025 ที่ YouTube พีคเร็วกว่า 1 สัปดาห์)
- ทิศทางต่างกัน: สงกรานต์บนเว็บสูงสุดในฤดูปี 2023 (97.5) แล้วลดลงมาอยู่ที่ 62–73 แต่บน YouTube สูงขึ้นเกือบทุกปี จาก 50 (2022) เป็น 80 (2023) 63 (2024) 86 (2025) และสูงสุด 100 ในปี 2026 (เส้นเว็บกับ YouTube คนละสเกล ให้เทียบทิศทาง ไม่ใช่ตัวเลขตรงๆ)
- สัดส่วนต่างกัน: ลอยกระทงเป็น 33% ของ 3 คำบนเว็บ แต่เหลือ 20% บน YouTube ส่วนสงกรานต์ขึ้นจาก 39% บนเว็บเป็น 52% บน YouTube

หนังสือ AI SEO For Dummies บทที่ 18 มองการครองหัวข้อว่าต้องปรากฏบนหลายช่องทาง ไม่ใช่แค่ผลค้นหาเว็บ YouTube เป็นหนึ่งในนั้น การเปิดดูประเภทการค้นหา YouTube ใน Trends จึงเป็นวิธีง่ายที่สุดที่จะรู้ว่าหัวข้อของคุณควรมีวิดีโอคู่กับบทความไหม
Related queries, Rising และ Breakout คืออะไร
Related queries (คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง) คือรายการคำที่คนค้นคู่กับคำของคุณ แบ่งเป็น 2 แบบ คือ Top และ Rising ในมุมของเรา ส่วนนี้เป็นแหล่งไอเดียคอนเทนต์ที่ใช้ได้ตรงที่สุดใน Google Trends เพราะคำที่เพิ่งมาแรงอาจยังไม่มีตัวเลข search volume ในเครื่องมือ keyword
- Top: คำที่คนค้นคู่กับคำของคุณบ่อยที่สุดในช่วงเวลาที่เลือก เหมาะกับหาหัวข้อหลักที่ต้องมี
- Rising: คำที่การค้นโตขึ้นมากที่สุดเทียบกับช่วงก่อนหน้า เหมาะกับหาไอเดียใหม่ก่อนคู่แข่ง
- Breakout: Google Trends Help อธิบายว่าเป็นคำที่โตเกิน 5,000% หน้าเครื่องมือจะแสดงคำว่า Breakout แทนตัวเลข
ตัวอย่าง Rising จากข้อมูลของเรา (ประเทศไทย 12 เดือนล่าสุด ดึง 15 ต.ค. 2026) ทุกคำที่เกิน 5,000% จะขึ้นเป็น Breakout ในหน้าเครื่องมือ:
| คำหลัก | Rising ที่น่าสนใจ (การเติบโต) | ไอเดียคอนเทนต์ |
|---|---|---|
| ลอยกระทง | prompt ลอยกระทง (+12,900%) · ลอยกระทง ปี 69 วันไหน (+10,800%) · ระบายสีวันลอยกระทง 2568 (+7,550%) · ใบงานวันลอยกระทง 2568 (+4,900%) | prompt สร้างรูปด้วย AI · ปีนี้ตรงกับวันไหน · ใบงานสำหรับครู |
| วันแม่ | 12 สิงหาคม 2569 (+72,050%) · คำขวัญวันแม่ 2569 (+26,650%) · การ์ดวันแม่ 2569 (+25,550%) · โปรวันแม่ 2569 (+24,800%) | คำขวัญ การ์ด และโปรโมชันของแบรนด์ |
| กินเจ | กินเจ ปี 69 วันที่เท่าไหร่ (+33,300%) · กินเจ กินกาแฟได้ไหม (+24,500%) · ผักต้องห้ามกินเจ (+10,850%) · และคำถาม “กิน ___ ได้ไหม” อีกหลายคำ เช่น น้ำอัดลม ถั่ว กุยช่าย เฟรนช์ฟรายส์ | หน้า FAQ เดียวตอบทั้งกลุ่มคำถาม |

หนังสือ AI SEO For Dummies บทที่ 9 วางแผนหัวข้อเป็น pillar (หน้าหลักของหัวข้อ) 1 หน้ากับหน้าสนับสนุนหลายหน้า และใช้คำถามที่ระบบค้นหาแตกออก (query fan-out) รวมถึง People Also Ask เป็นวัตถุดิบ คำ Rising ใน Trends ใช้แบบเดียวกันได้ คำถามที่โตเร็วกลายเป็น H2 หรือ FAQ ในหน้าหลัก ส่วนคำถามที่ใหญ่พอแยกเป็นหน้าสนับสนุนของตัวเอง
Trending Now และ RSS เทรนด์ไทย (คำค้นหายอดนิยมตอนนี้)
Trending Now คือหน้าใน Google Trends ที่แสดงเรื่องที่คนค้นพุ่งขึ้นในช่วงสั้นๆ ตามประเทศ ใช้สำหรับคอนเทนต์ข่าว คอนเทนต์ตามกระแส และการตอบเรื่องที่คนกำลังพูดถึงในวันนั้น Google ปรับหน้านี้ใหม่เมื่อ 14 ส.ค. 2024 และหน้าเว็บไทยส่วนใหญ่ที่สอน Google Trends ยังไม่ได้อธิบายสิ่งที่เปลี่ยน
ประกาศของ Google (14 ส.ค. 2024) บอกว่า Trending Now ใหม่:
- ตรวจจับเทรนด์ที่กำลังเกิดได้มากกว่าเดิม 10 เท่า
- อัปเดตข้อมูลเฉลี่ยทุก 10 นาที
- เปิดใน 125 ประเทศ โดย 40 ประเทศดูแยกระดับภูมิภาคได้
- เลือกดูย้อนหลังได้ 4 ชั่วโมง 24 ชั่วโมง 48 ชั่วโมง หรือ 7 วัน และ export ข้อมูลออกได้
ดูเทรนด์ของประเทศไทยได้ที่ Trending Now ประเทศไทย ถ้าต้องการรับเทรนด์อัตโนมัติ เช่น ส่งเข้าโปรแกรมอ่านข่าวหรือเครื่องมือทำงานอัตโนมัติ ใช้ RSS ของ Trending Now ประเทศไทย ซึ่งเราตรวจแล้วว่าใช้งานได้ (15 ต.ค. 2026) แต่ละรายการมีช่อง approx_traffic บอกระดับการค้นแบบช่วงกว้าง เช่น “200+”

ข้อควรระวัง: เทรนด์ในหน้านี้ส่วนใหญ่เป็นกระแสข่าวที่จบเร็วภายในไม่กี่วัน เหมาะกับเว็บข่าวหรือโซเชียลที่ทำทันที สำหรับบทความที่อยากให้ติดอันดับยาว ให้ใช้ Explore ดูฤดูกาลแทน
Gemini ใน Google Trends ช่วยอะไรได้ (อัปเดต ม.ค. 2026)
Gemini ใน Google Trends คือแผงด้านข้างในหน้า Explore ที่ใช้ AI ช่วยหาเทรนด์ที่เกี่ยวข้องและเปรียบเทียบให้อัตโนมัติ Google ประกาศเมื่อ 14 ม.ค. 2026 ว่าเริ่มเปิดบนเดสก์ท็อปและทยอยเปิดเพิ่ม เหมาะกับคนที่ยังไม่รู้ว่าควรเทียบคำไหน แต่ผลที่ได้ยังต้องตรวจด้วยตัวกรองและกราฟเหมือนเดิม
ประกาศเดียวกันบอก 3 การเปลี่ยนแปลง:
- แผง Gemini ช่วยระบุและเปรียบเทียบเทรนด์ที่เกี่ยวข้องให้อัตโนมัติ
- เพิ่มจำนวนคำที่เปรียบเทียบได้ในหน้า Explore (ประกาศไม่ระบุตัวเลข แต่หน้า Help ระบุสูงสุด 8 กลุ่มคำ)
- เพิ่มจำนวนคำ Rising ที่แสดงเป็น 2 เท่า
เราไม่ได้ทดสอบว่าแผง Gemini เปิดให้ทุกบัญชีในประเทศไทยแล้วหรือยัง (ตรวจเอกสาร 15 ต.ค. 2026) ถ้าบัญชีของคุณยังไม่เห็น ขั้นตอนในบทความนี้ใช้ได้ครบโดยไม่ต้องมี Gemini

ข้อมูลจริง 5 ปี: คนไทยค้นหาเทศกาลเมื่อไหร่
ข้อมูล Google Trends 5 ปีของเราแสดงว่าการค้นหาเทศกาลไทยเป็นยอดแหลม ไม่ใช่เนินยาว เราดึงข้อมูล 13 คำ (10 เทศกาล และ black friday, shopee 11.11, ลดหย่อนภาษี) (ประเทศไทย ค้นเว็บ รายสัปดาห์ 10 ต.ค. 2021 ถึง 11 ต.ค. 2026 ดึง 15 ต.ค. 2026) แล้ววัดระยะก่อนพีค (lead time) ว่าคนเริ่มค้นก่อนสัปดาห์พีคกี่สัปดาห์ ผลนี้ใช้กับคนทำคอนเทนต์ตามเทศกาล ร้านค้าออนไลน์ และแบรนด์ที่ทำแคมเปญตามฤดู

ข้อค้นพบ 1: คนเริ่มค้นจริงจังแค่ 0–2 สัปดาห์ก่อนพีค
เราแบ่งการเริ่มค้นเป็น 2 ระดับ ระดับ “เริ่มพุ่งชัด” คือเมื่อการค้นเกิน 25% ของพีคปีนั้น และระดับ “เริ่มมีคนค้น” คือเกิน 10% ของพีค ค่ากลางของทุกเทศกาลอยู่ที่ 0–2 สัปดาห์สำหรับระดับแรก และ 1–4.5 สัปดาห์สำหรับระดับที่สอง เช่น สงกรานต์ เริ่มพุ่งชัดในสัปดาห์พีคเอง และเริ่มมีคนค้นราว 2 สัปดาห์ก่อน ถ้าคุณรอเห็นกราฟขยับก่อนแล้วค่อยเขียน บทความจะขึ้นเว็บหลังพีคไปแล้ว
ข้อค้นพบ 2: เทศกาลจันทรคติเลื่อนไปมาได้ถึง 3 สัปดาห์ต่อปี
ลอยกระทงจัดในคืนวันเพ็ญเดือน 12 ตามจันทรคติไทย วันที่จึงไม่ตรงกันทุกปี: 8 พ.ย. 2022 · 27 พ.ย. 2023 · 15 พ.ย. 2024 · 5 พ.ย. 2025 (ตามปฏิทินไทย) และสัปดาห์ที่ข้อมูลพีคเลื่อนตามทุกปี: สัปดาห์ของ 6 พ.ย. 2022 · 26 พ.ย. 2023 · 10 พ.ย. 2024 · 2 พ.ย. 2025 ตรุษจีนก็เป็นแบบเดียวกัน วันตรุษจีนคือ 22 ม.ค. 2023 · 10 ก.พ. 2024 · 29 ม.ค. 2025 · 17 ก.พ. 2026 และสัปดาห์พีคคือสัปดาห์ของ 15 ม.ค. 2023 · 4 ก.พ. 2024 · 26 ม.ค. 2025 · 15 ก.พ. 2026
มีรายละเอียดหนึ่งที่น่าสังเกต: ตรุษจีนปี 2023 พีคในสัปดาห์ก่อนวันตรุษจีน ไม่ใช่สัปดาห์ที่มีวันตรุษจีน ซึ่งตรงกับช่วงที่คนเตรียมของไหว้และวันจ่าย ข้อนี้เป็นการตีความของเรา ข้อมูลรายสัปดาห์บอกได้แค่ว่าพีคตกสัปดาห์ไหน

ปฏิทินคอนเทนต์เทศกาลไทย: ควรเผยแพร่ล่วงหน้ากี่สัปดาห์
ตารางนี้สรุปทุกเทศกาลที่เราวัด ช่อง “ควรเผยแพร่ภายใน” มาจากกฎของเรา: สัปดาห์พีค ลบช่วงเริ่มมีคนค้น ลบอีก 2 สัปดาห์ ระยะ 2 สัปดาห์นี้เป็นสมมติฐานของเราสำหรับเวลาที่ Google ใช้เก็บและจัดอันดับหน้าใหม่ เราไม่ได้วัด ถ้าเว็บของคุณมีหน้าใหม่ติดอันดับเร็วกว่านั้น ลดระยะนี้ได้
| เทศกาล | สัปดาห์ที่ข้อมูลพีค (2022–2025/26) | เริ่มพุ่งชัด (>25% ของพีค) | เริ่มมีคนค้น (>10% ของพีค) | ควรเผยแพร่ภายใน (กฎของเรา) |
|---|---|---|---|---|
| สงกรานต์ (13 เม.ย.) | สัปดาห์ที่มี 13 เม.ย. ทุกปี | 0 สัปดาห์ | 2 สัปดาห์ | กลางเดือนมีนาคม |
| ลอยกระทง (จันทรคติ) | 2–26 พ.ย. เลื่อนทุกปี | 1 สัปดาห์ | 4 สัปดาห์ | ราว 6 สัปดาห์ก่อนวันลอยกระทงของปีนั้น |
| ตรุษจีน (จันทรคติ) | 15 ม.ค.–15 ก.พ. เลื่อนทุกปี | 0.5 สัปดาห์ | 4.5 สัปดาห์ | ราว 6–7 สัปดาห์ก่อนวันตรุษจีนของปีนั้น |
| กินเจ (จันทรคติ) | ปลาย ก.ย.–ปลาย ต.ค. เลื่อนทุกปี | 1 สัปดาห์ | 4 สัปดาห์ | ราว 6 สัปดาห์ก่อนวันเริ่มเทศกาล |
| วันแม่ (12 ส.ค.) | ต้นถึงกลาง ส.ค. | 1 สัปดาห์ | 1.5 สัปดาห์ | กลางเดือนกรกฎาคม |
| วาเลนไทน์ (14 ก.พ.) | สัปดาห์ที่มี 14 ก.พ. ทุกปี | 0 สัปดาห์ | 1 สัปดาห์ | ปลายเดือนมกราคม |
| ฮาโลวีน (31 ต.ค.) | ปลาย ต.ค. | 1 สัปดาห์ | 4 สัปดาห์ | กลางเดือนกันยายน |
| คริสต์มาส (25 ธ.ค.) | สัปดาห์ที่มีหรือก่อน 25 ธ.ค. | 2 สัปดาห์ | 4.5 สัปดาห์ | ต้นเดือนพฤศจิกายน |
| ปีใหม่ | สัปดาห์สุดท้ายของ ธ.ค. | 1 สัปดาห์ | 3.5 สัปดาห์ | ปลายเดือนพฤศจิกายน |
| 11.11 (11 พ.ย.) | ต้นถึงกลาง พ.ย. | 0.5 สัปดาห์ | 2 สัปดาห์ | กลางเดือนตุลาคม |

วิธีหาไอเดียคอนเทนต์ตามเทศกาลไทยด้วย Google Trends ทีละขั้น
วิธีหาไอเดียคอนเทนต์ตามเทศกาลด้วย Google Trends คือใช้กราฟ 5 ปีหาวันที่ต้องเผยแพร่ แล้วใช้ Rising queries 12 เดือนหาหัวข้อและคำถาม ขั้นตอนนี้ใช้ได้กับทุกเทศกาลในตารางด้านบน The Art of SEO บทที่ 6 แนะนำให้จัดลำดับ keyword ตามความสำคัญต่อธุรกิจก่อนความนิยม และทบทวนแผนเป็นประจำทุกเดือน ขั้นที่ 1 และขั้นที่ 7 ด้านล่างจึงมีไว้สำหรับเรื่องนี้
- เลือกเทศกาลที่เกี่ยวกับธุรกิจคุณจริง: ร้านขนมดูตรุษจีนและวันแม่ ร้านอาหารเจดูกินเจ อย่าเลือกเพราะคำใหญ่อย่างเดียว
- ดึงกราฟ 5 ปี ประเทศไทย: ดูว่าพีคตกสัปดาห์ไหนแต่ละปี และพีคเลื่อนไหม
- เช็กวันจริงของปีนี้: ถ้าเป็นเทศกาลจันทรคติ ตรวจวันกับปฏิทินไทยหรือปฏิทินจีนของปีนั้นทุกครั้ง
- นับย้อนหาวันเผยแพร่: ใช้ตารางด้านบน สัปดาห์พีค ลบช่วงเริ่มมีคนค้น ลบเวลาเผื่อให้ Google เก็บหน้า
- เปิด Rising 12 เดือน: จดคำที่มีปี พ.ศ. คำถาม “ได้ไหม” และคำที่บอกรูปแบบ (การ์ด ใบงาน คำอวยพร prompt) ไว้เป็นหัวข้อ H2 หรือ FAQ
- สลับประเภทการค้นหาเป็น YouTube: ถ้าบน YouTube โตกว่าเว็บ ให้วางแผนวิดีโอหรือคลิปสั้นคู่กัน
- หลังเทศกาล ดูผลแล้วตั้งรอบหน้า: เปิด Google Search Console ดูว่าหน้าได้ impression เริ่มกี่สัปดาห์ก่อนพีค แล้วอัปเดตหน้าเดิม (ปีในชื่อ วันที่ใหม่) แทนการเขียนหน้าใหม่ทุกปี

ตัวอย่าง: ลอยกระทง 2569 และตรุษจีน 2570
ลอยกระทงปี 2569 ตรงกับวันที่ 24 พ.ย. 2026 (ตามตารางวันลอยกระทงในวิกิพีเดียไทย) สัปดาห์ที่คาดว่าข้อมูลจะพีคคือสัปดาห์ที่เริ่ม 22 พ.ย. คนเริ่มค้นราว 4 สัปดาห์ก่อนนั้น คือปลายเดือนตุลาคม ตามกฎของเรา บทความลอยกระทงปีนี้ควรขึ้นเว็บตั้งแต่ราว 11 ต.ค. 2026 ซึ่งผ่านไปแล้ว ณ วันที่เราเขียน (15 ต.ค.) ถ้าคุณเพิ่งเริ่มกลางเดือนตุลาคม และหน้าใช้เวลาเก็บราว 2 สัปดาห์ตามสมมติฐานของเรา หน้าจะพร้อมราวต้นเดือนพฤศจิกายน ยังทันช่วงที่การค้นพุ่งชัด (สัปดาห์ของ 15 พ.ย.) แต่จะพลาดคนกลุ่มแรกที่เริ่มค้นตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม
ตรุษจีนปี 2570 ตรงกับวันที่ 6 ก.พ. 2027 (ตามปฏิทินของหอดูดาวฮ่องกง) เร็วกว่าตรุษจีนปี 2569 (17 ก.พ. 2026) ราว 1.5 สัปดาห์ ตามกฎของเรา คอนเทนต์ตรุษจีนควรขึ้นเว็บราวกลางเดือนธันวาคม 2026 (สัปดาห์ที่คาดว่าจะพีคเริ่ม 31 ม.ค. 2027 ลบ 4.5 สัปดาห์ ลบอีก 2 สัปดาห์) หัวข้อที่ Rising ของปีก่อนชี้ไว้ เช่น “ปีนี้ตรงกับวันไหน” ควรอยู่ในย่อหน้าแรกของบทความ
Google Trends กับ AI Search: คำค้นบอกอะไรได้บ้าง
Google Trends วัดเฉพาะการค้นบน Google และ YouTube ไม่ได้วัดสิ่งที่คนพิมพ์ใน ChatGPT หรือ Gemini แต่คำค้นบน Google เริ่มสะท้อนว่าคนใช้ AI ทำอะไร ตัวอย่างชัดที่สุดในข้อมูลของเราคือ “prompt ลอยกระทง” ซึ่งโต 12,900% ใน 12 เดือนล่าสุด (ประเทศไทย ดึง 15 ต.ค. 2026) เราตีความว่ามีคนจำนวนหนึ่งมาหา prompt บน Google เพื่อเอาไปใช้กับเครื่องมือ AI สร้างรูปเทศกาล (ข้อมูลบอกได้แค่ว่าคำนี้โตเร็ว)
เราดูคำตอบ AI สำหรับคำว่า “google trends คือ” เมื่อ 15 ต.ค. 2026 (ดูครั้งเดียวต่อแพลตฟอร์ม ไม่ใช่อัตรา) พบ 2 เรื่อง:
- Google AI Overview ขึ้นเหนือผลค้นหาทั้งคำ “google trends คือ” และ “google trends วิธีใช้” อธิบายว่า 0–100 ไม่ใช่จำนวนครั้งที่ค้นจริง แต่ไม่ได้อธิบายการหารด้วยการค้นทั้งหมดหรือ sampling (การใช้ข้อมูลตัวอย่าง) ยังเขียนว่าเทียบได้สูงสุด 5 คำ ซึ่งเป็นตัวเลขของ Explore แบบเดิม และทุกแหล่งที่อ้างเป็นเว็บไทย ไม่มีหน้า Help ของ Google เอง
- OpenAI ผ่าน API (ChatGPT) รุ่น gpt-4.1-mini ที่เปิดการค้นเว็บ ตอบนิยามทั่วไปเป็นภาษาไทย ไม่มีการอ้างแหล่งเลย และไม่พูดถึง sampling Trending Now หรือ API
ช่องว่างแบบนี้คือโอกาสของหน้าที่ตอบตรง มีแหล่งทางการ และมีข้อมูลของตัวเอง หนังสือ AI SEO For Dummies บทที่ 9 แนะนำให้วางหัวข้อเป็น pillar กับหน้าสนับสนุน แล้วตอบคำถามย่อยที่ระบบ AI แตกออกให้ครบ คำ Rising จาก Trends ช่วยบอกว่าคำถามย่อยไหนกำลังเกิดขึ้นจริง ถ้าอยากรู้พื้นฐานว่าการค้นแบบนี้ทำงานยังไง อ่าน AI Search คืออะไร และถ้าเป้าหมายคือให้ ChatGPT หรือ Gemini พูดถึงแบรนด์ อ่านต่อที่ ทำให้ AI แนะนำแบรนด์ (AI Visibility)

Google Trends API คืออะไร ใช้ได้หรือยัง
Google Trends API คือช่องทางให้โปรแกรมดึงข้อมูล Trends ได้โดยตรงจาก Google แทนการเปิดหน้าเว็บ Google เปิดตัวเป็นรุ่น alpha เมื่อ 24 ก.ค. 2025 สำหรับผู้ทดสอบจำนวนจำกัดมาก และหน้า Google Trends API สำหรับนักพัฒนายังเปิดรับสมัครผู้ทดสอบ alpha อยู่ (ตรวจ 15 ต.ค. 2026) จึงยังไม่ใช่ API ที่ทุกคนใช้ได้ทันที
ประกาศของ Google Search Central (24 ก.ค. 2025) บอกจุดต่างจากหน้าเว็บ:
| เรื่อง | หน้าเว็บ Google Trends | Trends API (alpha) |
|---|---|---|
| สเกลตัวเลข | ปรับใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนชุดคำ | สเกลคงที่ จึงรวมข้อมูลหลายคำขอเข้าด้วยกันได้ |
| ช่วงข้อมูล | ตามตัวเลือกช่วงเวลาในหน้าเว็บ | ย้อนหลัง 1,800 วัน (5 ปี) ถึงประมาณ 2 วันก่อน |
| ความละเอียด | ขึ้นกับช่วงเวลาที่เลือก | เลือกรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือรายปี |
| พื้นที่ | ประเทศและภูมิภาคย่อย | ประเทศและภูมิภาคย่อยตามมาตรฐาน ISO 3166-2 |
| จำนวนคำที่เทียบได้ | สูงสุด 8 คำหรือกลุ่มคำต่อกราฟ | หลายสิบคำ (Google ไม่ระบุตัวเลขแน่นอน) |
| ใครใช้ได้ | ทุกคน ฟรี | ผู้ทดสอบที่ได้รับเลือก |
ระหว่างที่ API ยังเป็น alpha คนที่ต้องการข้อมูลจำนวนมากมักใช้บริการของบุคคลที่สามที่ดึงข้อมูลจากหน้า Explore ให้ ข้อมูลในบทความนี้ก็ดึงผ่าน DataForSEO แบบนั้น ข้อเสียคือได้สเกลแบบหน้าเว็บ ต้องต่อหลายชุดเอง และไม่ใช่ช่องทางทางการของ Google วิธีดึงแบบอัตโนมัติ ค่าใช้จ่ายจริง และสิ่งที่ควรเลี่ยง อยู่ในหัวข้อ ดึงข้อมูล Google Trends อัตโนมัติ ด้านล่าง

ดึงข้อมูล Google Trends อัตโนมัติ: API ทางการ, DataForSEO และ pytrends
ถ้าต้องดึงข้อมูล Google Trends ซ้ำทุกเดือนหรือทีละหลายสิบคำ ตอนนี้ (ตรวจ 15 ต.ค. 2026) มี 3 ทาง คือ Google Trends API ทางการที่ยังเป็นรุ่น alpha ต้องสมัคร, บริการบุคคลที่สามที่คิดเงินต่อคำขอ เช่น DataForSEO และไลบรารีไม่เป็นทางการอย่าง pytrends เราเห็นว่าสำหรับทีมคอนเทนต์ส่วนใหญ่ ทางที่ 2 ใช้ได้ทันทีและต้นทุนต่ำมาก ถ้ามีคนช่วยต่อ API ให้ ส่วน API ทางการควรสมัครรอไว้ เพราะแก้ปัญหาสเกลเปลี่ยนทุกชุดได้ตรงจุด (รายละเอียด API อยู่ในหัวข้อ Google Trends API คืออะไร)
| ทาง | ใช้ได้ตอนนี้ไหม | ข้อมูลที่ได้ | ค่าใช้จ่าย | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|---|
| Google Trends API (alpha) | ต้องสมัครเป็นผู้ทดสอบ Google เลือกนักพัฒนาที่รู้ว่าจะใช้ทำอะไร เริ่มได้เร็ว และพร้อมให้ feedback | สเกลคงที่ (ไม่ได้ปรับเป็น 0–100) ต่อข้อมูลหลายคำขอได้โดยไม่ต้องใช้คำยึด เทียบได้หลายสิบคำ (ช่วงข้อมูลและพื้นที่ดูตารางในหัวข้อ API ด้านบน) | หน้า API ไม่ได้ระบุราคาหรือโควตา | ยังเป็น alpha รูปแบบและเงื่อนไขอาจเปลี่ยน |
| DataForSEO (บริการดึงข้อมูลหน้า Google Trends Explore) | ใช้ได้ทันทีหลังสมัครบัญชีและมีเครดิตในบัญชี แต่ต้องเรียกผ่านสคริปต์หรือเครื่องมือที่ต่อ API ได้ | ผลแบบหน้า Explore สเกล 0–100 ต่อชุด ไม่เกิน 5 คำต่อคำขอ เลือกค้นเว็บ ข่าว YouTube รูปภาพ หรือ Google Shopping ข้อมูลเว็บย้อนได้ถึงปี 2004 | 0.0027 ดอลลาร์ต่อคำขอแบบคิว standard ที่ส่งไปก่อนแล้วรับผลภายหลัง (ราว 0.09 บาท) หรือ 0.011 ดอลลาร์แบบ live ได้ผลทันที (ราว 0.37 บาท) | เป็นบุคคลที่สาม ไม่ใช่ช่องทางทางการ ต้องต่อหลายชุดด้วยคำยึดเอง |
| pytrends และสคริปต์ดึงหน้าเว็บแบบไม่เป็นทางการ | pytrends ถูกเก็บเข้าคลัง (archived) ไม่มีการพัฒนาต่อแล้วตั้งแต่ 17 เม.ย. 2025 ใช้ได้บางช่วงแต่ไม่แนะนำ | ดึงจากหน้าเว็บ Google Trends โดยตรง | ฟรี | ผู้พัฒนาเขียนเองว่าไม่ใช่ API ทางการ ใช้ได้จนกว่า Google จะเปลี่ยนระบบหลังบ้าน และโดนจำกัดความถี่เมื่อดึงถี่ |
ข้อมูลในบทความนี้ดึงผ่าน DataForSEO ด้วยต้นทุนไม่ถึง 1 บาท
ข้อมูลเทศกาลไทย 5 ปี (262 สัปดาห์) ในหัวข้อ ข้อมูลจริง 5 ปี ดึงผ่านบริการ Google Trends Explore ของ DataForSEO แบบคิว standard (ถูกกว่าแบบ live ราว 4 เท่า) คือส่งคำขอไปก่อน แล้วกลับมารับผลภายหลัง ใช้ 10 คำขอ ในเวลาราว 9 นาที (15 ต.ค. 2026) จ่ายรวม 0.027 ดอลลาร์ หรือราว 0.91 บาท (ไม่นับคำขอทดสอบแบบ live 1 ครั้งตอนวางแผนงาน 0.011 ดอลลาร์)
- 7 คำขอหลัก: ชุดเทศกาล 3 ชุด (ทุกชุดมีคำว่า “สงกรานต์” เป็นคำยึด) คำค้นหามาแรง (Rising queries) 3 คำ และฝั่ง YouTube 1 ชุด
- 1 คำขอทดสอบ: ดึงชุดแรกซ้ำเพื่อดูว่าตัวเลขขยับไหม ผลอยู่ในหัวข้อ ข้อจำกัดของ Google Trends
- 2 คำขอดึงเดี่ยว: “11.11” และ “กินเจ” เพราะคำเล็กกลายเป็น 0 เมื่ออยู่ชุดเดียวกับสงกรานต์
ถ้าใช้แบบ live ทั้ง 10 คำขอ จะเป็น 0.11 ดอลลาร์ (ราว 3.71 บาท) งานวางแผนคอนเทนต์รายปีไม่ต้องได้ผลทันที คิว standard จึงพอ วิธีต่อหลายชุดด้วยคำยึดและข้อจำกัดของข้อมูลเรา อธิบายไว้ท้ายหัวข้อข้อจำกัด (อัตรา ธปท. 14 ต.ค. 2026)
ตั้งดึงข้อมูลอัตโนมัติให้ใช้ต่อได้จริง
การดึงแบบคิว standard มี 2 จังหวะ คือส่งคำขอ (task_post) แล้วกลับมารับผล (task_get) เมื่อระบบเก็บข้อมูลเสร็จ ขั้นตอนนี้ตั้งให้รันเองตามรอบได้ ด้วยสคริปต์ที่ตั้งเวลาไว้ เครื่องมือต่อระบบแบบไม่ต้องเขียนโค้ด หรือ AI agent ที่ต่อกับ API ของ DataForSEO ได้ ไม่ว่าใช้ทางไหน 4 ข้อนี้ทำให้ข้อมูลแต่ละรอบเทียบกันได้
- ล็อกพารามิเตอร์ให้เหมือนเดิมทุกรอบ: ประเทศ ประเภทการค้น (เว็บหรือ YouTube) ช่วงเวลา และความละเอียด ถ้าเปลี่ยนตัวใดตัวหนึ่ง ตัวเลขจะเทียบกับรอบก่อนไม่ได้
- ใส่คำยึดเดิมในทุกชุด: ผลแบบหน้า Explore ปรับสเกลใหม่ทุกชุด คำยึดช่วยให้ต่อหลายชุดเข้าด้วยกันได้ ถ้าได้ใช้ API ทางการซึ่งสเกลคงที่ ขั้นนี้ไม่จำเป็น
- เก็บผลดิบพร้อมวันที่ดึงทุกครั้ง: ตัวเลขขยับได้เมื่อดึงซ้ำ วันที่ดึงจึงต้องอยู่คู่กับข้อมูลเสมอ
- ตั้งรอบให้ตรงกับปฏิทินคอนเทนต์: ดึงก่อนเริ่มวางแผนแต่ละเทศกาล ตามระยะเผื่อในหัวข้อ หาไอเดียคอนเทนต์ตามเทศกาลไทย และดึงคำค้นหามาแรงใหม่ทุกรอบ เพราะเป็นภาพ ณ วันที่ดึงเท่านั้น
เราไม่แนะนำให้ใช้ pytrends หรือสคริปต์ที่ดึงหน้าเว็บ Google Trends ตรงๆ กับงานที่ต้องดึงต่อเนื่อง เพราะไม่ใช่ช่องทางที่ Google รองรับ หยุดทำงานได้ทุกครั้งที่ Google เปลี่ยนหน้าเว็บ และโดนจำกัดความถี่เมื่อดึงถี่ ถ้าสคริปต์หยุดกลางรอบ ข้อมูลรายสัปดาห์จะขาดช่วงและต่อกับรอบก่อนได้ยาก
ข้อจำกัดของ Google Trends ที่ต้องรู้ก่อนสรุป
ข้อจำกัดหลักของ Google Trends คือเป็นข้อมูลตัวอย่างที่ปรับสเกลแล้ว ไม่ใช่ข้อมูลการค้นทุกครั้ง และไม่ใช่โพลสำรวจความเห็น ใช้บอกทิศทางและจังหวะได้ดี แต่ไม่ควรใช้เป็นตัวเลขเดียวในการตัดสินใจลงเงิน หน้า FAQ ของ Google Trends Help (ตรวจ 15 ต.ค. 2026) เขียนเรื่องนี้ไว้เองหลายข้อ
- เป็นข้อมูลตัวอย่าง (sample): Google อธิบายว่า Trends เป็นตัวอย่างของคำค้นจริงที่แทบไม่ได้กรอง ตัวเลขจึงขยับได้เล็กน้อยเมื่อดึงซ้ำ งานวิจัยของ Cebrián และ Domenech ในวารสาร Technological Forecasting and Social Change (2024) ศึกษาเรื่องตัวเลขที่ไม่ตรงกันระหว่างตัวอย่างแต่ละชุดโดยเฉพาะ งานนี้พบว่าตัวเลขของคำเดียวกันอาจต่างกันมากในแต่ละวัน และแนะนำให้ดึงหลายครั้งแล้วเฉลี่ย
- ไม่ใช่โพล: Google ระบุว่า Trends ไม่ใช่การสำรวจเชิงวิทยาศาสตร์ คนที่ค้นเรื่องหนึ่งมากไม่ได้แปลว่าเห็นด้วยหรืออยากซื้อเสมอ
- คำที่คนค้นน้อยแสดงเป็น 0: คำภาษาไทยเฉพาะทางหลายคำจะไม่มีข้อมูลเลย ให้ดูคำที่กว้างขึ้นหรือดูหัวข้อแทน ในข้อมูลของเรา black friday และลดหย่อนภาษีได้แค่ 0–6 เมื่ออยู่ข้างสงกรานต์ จึงต้องดึงเดี่ยวก่อนอ่านรูปทรง
- ตัวเลขเทียบข้ามกราฟไม่ได้: สเกลถูกปรับใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนคำ พื้นที่ หรือช่วงเวลา
- ไม่ครอบคลุม AI แชต: สิ่งที่คนถาม ChatGPT หรือ Gemini ไม่อยู่ใน Trends
ทดสอบเอง: ดึงซ้ำห่าง 4 นาที ตัวเลขเปลี่ยนแค่ไหน
เราดึงชุด 5 คำเดิม (สงกรานต์ ลอยกระทง ตรุษจีน วันแม่ วาเลนไทน์) 2 ครั้งห่างกันราว 4 นาที ด้วยเงื่อนไขเดียวกันทุกอย่าง ผลคือ 16 จาก 1,310 จุดข้อมูลเปลี่ยน และทุกจุดเปลี่ยนแค่ 1 แต้ม (ค่าต่างเฉลี่ย 0.012) แปลว่าดึงซ้ำทันทีได้ผลใกล้เดิมมาก แต่ไม่เหมือนเดิมทุกตัว นี่เป็นการทดสอบวันเดียว 2 ครั้ง (n=2) เราไม่ได้ทดสอบการดึงข้ามวัน ซึ่งน่าจะต่างกันมากกว่านี้ จึงไม่ควรใช้ผลนี้สรุปว่า Trends นิ่งเสมอ

วิธีที่เราเก็บข้อมูลชุดนี้ และข้อจำกัดของข้อมูลเรา
- แหล่ง: ข้อมูล Google Trends ดึงผ่าน DataForSEO ซึ่งเป็นบริการบุคคลที่สามที่ดึงผล Explore ของ Google Trends ดึงวันที่ 15 ต.ค. 2026 เราไม่ได้เทียบกับหน้าเว็บ Trends หรือ API ทางการทุกจุด
- ขอบเขต: ประเทศไทย ค้นเว็บ (และ YouTube สำหรับ 3 คำ) รายสัปดาห์ 262 สัปดาห์ (10 ต.ค. 2021 ถึง 11 ต.ค. 2026) สัปดาห์เริ่มวันอาทิตย์ สัปดาห์สุดท้ายยังไม่ครบจึงไม่นับ
- การต่อหลายชุด: Google ปรับสเกลทุกชุดคำ เราจึงใส่คำ “สงกรานต์” ไว้ในทุกชุดเป็นตัวยึด แล้วปรับแต่ละชุดด้วยอัตราส่วนผลรวม 262 สัปดาห์ของคำสงกรานต์ ข้อจำกัดคือค่าที่ปัดเป็นจำนวนเต็มแล้ว คำที่ได้ 1–3 ในชุดของตัวเองมีความคลาดเคลื่อนสูงมาก คำเล็กอย่าง 11.11 และกินเจจึงอ่านจากการดึงเดี่ยว
- การวัดระยะก่อนพีค (lead time): แต่ละเทศกาลใช้หน้าต่าง 12 เดือน นับเฉพาะฤดูที่ข้อมูลครบ หาสัปดาห์พีค แล้วนับย้อนว่าค่าเกิน 25% และ 10% ของพีคต่อเนื่องมาตั้งแต่กี่สัปดาห์ก่อน ความละเอียดต่ำสุดคือ 1 สัปดาห์
- ระยะเผื่อ 2 สัปดาห์: เป็นสมมติฐานของเรา ไม่ได้วัด
- Rising queries: ช่วง 12 เดือนล่าสุด 3 คำ (ลอยกระทง วันแม่ กินเจ) เป็นภาพ ณ วันที่ดึง
Google Trends เป็นเครื่องมือเดียวในชุดเครื่องมือหา keyword ที่บอกจังหวะเวลาได้ ส่วนการเลือกว่าจะทำคำไหน และภาพรวมของงาน SEO ทั้งหมด เริ่มที่ SEO คืออะไร บทความนี้เขียนโดยทีม The Missing Piece นำโดย ไอซ์ ศิริพงษ์ จากเอกสารทางการของ Google และข้อมูลที่เราดึงเอง
อยากให้ทั้งการวางแผนคอนเทนต์และการวัดผลทำงานต่อเองทุกสัปดาห์ ทั้งบน Google และในคำตอบ AI: คอร์สเรียน SEO & AI Search แบบ Agentic สอนสด 2 วันด้วย Claude Code (จ. 21 – อ. 22 ธ.ค. 2026) สร้าง agent ที่วัดว่า ChatGPT กับ Gemini พูดถึงแบรนด์คุณไหม แล้วทำงานกับเว็บของคุณต่อทุกสัปดาห์
คำถามที่พบบ่อย
Google Trends ใช้ฟรีไหม
ใช้ฟรี เปิดได้ที่ trends.google.com ทั้งหน้า Explore และ Trending Now ส่วน Google Trends API ยังเป็นรุ่น alpha ที่ต้องสมัครเป็นผู้ทดสอบ (ตรวจ 15 ต.ค. 2026)
Google Trends บอกจำนวนคนค้นได้ไหม
ไม่ได้ ตัวเลขเป็นดัชนี 0–100 ที่คำนวณจากสัดส่วนการค้นเทียบกับการค้นทั้งหมด แล้วปรับให้จุดสูงสุดเป็น 100 ถ้าต้องการจำนวนครั้งที่ค้น ให้ใช้เครื่องมือ search volume คู่กัน
ทำไมคำของฉันขึ้นเป็น 0
Google แสดงคำที่มีการค้นน้อยเป็น 0 หรือคำของคุณอาจเล็กมากเมื่อเทียบกับคำอื่นในกราฟเดียวกัน ลองดึงคำนั้นเดี่ยวๆ หรือเทียบกับคำขนาดใกล้กัน ในข้อมูลของเรา “11.11” เป็น 0 เกือบตลอดเมื่ออยู่ข้างสงกรานต์ แต่มีพีคชัดเมื่อดึงเดี่ยว
ทำไมเปิดดูอีกครั้งแล้วตัวเลขเปลี่ยน
Google Trends คำนวณจากข้อมูลตัวอย่าง ตัวเลขจึงขยับได้เมื่อดึงซ้ำ ในการทดสอบของเรา ดึงซ้ำห่าง 4 นาที 16 จาก 1,310 จุดเปลี่ยน จุดละ 1 แต้ม (ทดสอบวันเดียว n=2) ค่าที่ต่ำขยับง่ายที่สุด
ควรโพสต์คอนเทนต์เทศกาลล่วงหน้ากี่สัปดาห์
จากข้อมูล 5 ปีของเรา คนเริ่มค้นเทศกาลไทย 1–4.5 สัปดาห์ก่อนสัปดาห์พีค (ค่ากลาง) บวกเวลาเผื่อให้ Google เก็บหน้าอีกราว 2 สัปดาห์ (สมมติฐานของเรา) จึงควรเผยแพร่ล่วงหน้าราว 3–7 สัปดาห์ ขึ้นกับเทศกาล ดูรายเทศกาลในตารางปฏิทินด้านบน
แหล่งอ้างอิง
- Google Trends Help, FAQ about Google Trends data · Find related searches · Compare Trends search terms (ตรวจ 15 ต.ค. 2026)
- Google News Initiative, Basics of Google Trends (ตรวจ 15 ต.ค. 2026)
- Google Blog, 3 Trending Now updates (14 ส.ค. 2024) · An easier way to explore Search trends with Gemini (14 ม.ค. 2026)
- Google Search Central Blog, Introducing the Google Trends API (alpha) (24 ก.ค. 2025) · Google Trends API (ตรวจ 15 ต.ค. 2026 ยังรับสมัครผู้ทดสอบ alpha)
- Google Trends, Trending Now RSS ประเทศไทย (ตรวจ 15 ต.ค. 2026)
- Cebrián, E. & Domenech, J., Addressing Google Trends inconsistencies, Technological Forecasting and Social Change 202 (2024)
- วันเทศกาล: วิกิพีเดียภาษาไทย, วันลอยกระทง (ตารางวันที่ พ.ศ. 2564–2570, ตรวจ 15 ต.ค. 2026) · หอดูดาวฮ่องกง, Gregorian-Lunar Calendar Conversion Table (วันตรุษจีนและวันเริ่มเดือน 9 ตามปฏิทินจีน)
- ข้อมูลของ The Missing Piece: ข้อมูล Google Trends ดึงผ่าน DataForSEO (ประเทศไทย ค้นเว็บและ YouTube รายสัปดาห์ 10 ต.ค. 2021–11 ต.ค. 2026 ดึง 15 ต.ค. 2026 · ต่อหลายชุดด้วยคำยึด · ระยะเผื่อ 2 สัปดาห์เป็นสมมติฐาน · ทดสอบดึงซ้ำวันเดียว n=2) · สังเกตคำตอบ Google AI Overview และ OpenAI ผ่าน API (ChatGPT) สำหรับคำเรื่อง Google Trends (15 ต.ค. 2026 ดูครั้งเดียวต่อแพลตฟอร์ม ไม่ใช่อัตรา)
- DataForSEO, Google Trends Explore (Docs) · ราคา Google Trends API (ตรวจ 15 ต.ค. 2026: standard 0.0027 ดอลลาร์ live 0.011 ดอลลาร์ต่อคำขอ) · GitHub, pytrends (archived 17 เม.ย. 2025, ตรวจ 15 ต.ค. 2026) · อัตราแลกเปลี่ยน: ธนาคารแห่งประเทศไทย อัตราขายถัวเฉลี่ย USD 14 ต.ค. 2026 = 33.7219 บาท
- Nathan Gotch, AI SEO For Dummies (Wiley, 2026), บทที่ 9 (วางแผนหัวข้อเป็น pillar กับหน้าสนับสนุน ใช้ query fan-out และ People Also Ask) · บทที่ 18 (ครองหัวข้อบนหลายช่องทาง รวม YouTube)
- Eric Enge, Stephan Spencer, Jessie Stricchiola, The Art of SEO, 4th ed. (O’Reilly, 2023), บทที่ 6 (Keyword Research: จัดลำดับตามความสำคัญต่อธุรกิจก่อนความนิยม และทบทวนแผนเป็นประจำ)
ตรวจข้อมูลล่าสุด: 15 ต.ค. 2026 (เพิ่มหัวข้อดึงข้อมูล Google Trends อัตโนมัติ: สถานะ API ทางการ, DataForSEO และต้นทุนจริงของเรา) · ข้อมูลเทศกาลจะอัปเดตทุกปีก่อนฤดูตรุษจีน และตรวจสถานะ Trends API ทุกไตรมาส