The Missing Piece
ตรวจเว็บฟรี

Keyword Difficulty (KD) กับ Search Volume คืออะไร อ่านยังไงให้เลือก keyword ไทยถูก (2026)

Keyword Difficulty (KD) คือคะแนน 0–100 ที่เครื่องมือ SEO ประมาณความยากในการติด 10 อันดับแรก ส่วน Search Volume คือจำนวนการค้นหาเฉลี่ยต่อเดือน บทความนี้อธิบายว่า Ahrefs กับ Semrush คิด KD ต่างกันยังไง ทำไม volume ไม่ตรงกัน และ KD ของคำไทยหน้าตาเป็นยังไงจากข้อมูลจริง 364 คำของเรา

ศิริพงษ์ กลิ่นขจร

เผยแพร่ 15 ต.ค. 2026 ·

อัปเดตล่าสุด 15 ต.ค. 2026

ปกบทความ Keyword Difficulty (KD) คืออะไร อ่าน KD กับ Search Volume ให้เลือก keyword ไทยถูก 2026
Keyword Difficulty (KD) คืออะไร อ่าน KD กับ Search Volume ให้เลือก keyword ไทยถูก 2026

สรุปสั้น (TL;DR)

Keyword Difficulty (KD) คือคะแนน 0–100 ที่เครื่องมือ SEO ประมาณว่าการติด 10 อันดับแรกของคำหนึ่งยากแค่ไหน ส่วน Search Volume คือจำนวนครั้งที่คนค้นคำนั้นโดยเฉลี่ยต่อเดือน ทั้งสองค่าเป็นค่าประมาณของแต่ละเครื่องมือ ใช้เรียงลำดับคำได้ แต่ไม่ใช่ตัวเลขจริง ก่อนตัดสินใจให้เปิดหน้าผลค้นหาดูเองทุกครั้ง

  • แต่ละเครื่องมือคิด KD คนละสูตร Ahrefs ใช้จำนวนเว็บที่ลิงก์มายังหน้าใน 10 อันดับแรก (referring domains) อย่างเดียว ส่วน Semrush รวมค่าอื่นด้วย เช่น Authority Score และ SERP features (ส่วนพิเศษบนหน้าผลค้นหา หรือ SERP เช่น AI Overview และกล่องคำถาม) ตามเอกสารทางการที่ตรวจ 15 ต.ค. 2026 KD เลขเดียวกันจากต่างเครื่องมือจึงเทียบกันตรงๆ ไม่ได้
  • ในข้อมูลของเรา 364 คำไทย (Ahrefs ประเทศไทย ดึง 2–15 ต.ค. 2026) คำที่มีค่า KD อยู่ที่ 0–10 ถึง 62% และคำที่มีอักษรไทยมี KD กลาง (median) 0 เทียบกับคำอังกฤษล้วนที่ 34 ส่วนคำที่ไม่มีค่า KD เลยมีไม่เกิน 48%
  • KD กลางๆ อาจซ่อนหน้าผลค้นหาที่แบ่งเป็นสองขั้ว เช่น “backlink คือ” KD 44 มีทั้งหน้าที่ลิงก์เข้า 0–3 เว็บ และหน้าที่มีราว 1,600 เว็บ (เช็ก 15 ต.ค. 2026) วิธีที่ใช้ได้จริงคือเปิด top 10 แล้วนับหน้าที่มีเว็บลิงก์เข้าไม่ถึง 10 เว็บ

KD คืออะไร (Keyword Difficulty คือ) ตัวเลข 0–100 บอกอะไร

Keyword Difficulty (KD) คือคะแนน 0–100 ที่เครื่องมือ SEO ใช้ประมาณว่าการติด 10 อันดับแรกบน Google ของคำหนึ่งยากแค่ไหน ยิ่งเลขสูงยิ่งยาก คนทำ SEO ใช้ KD กรองรายการคำในขั้น วิธีทำ keyword research ว่าคำไหนเริ่มได้เลย คำไหนต้องวางเป็นเป้าระยะยาว ข้อจำกัดสำคัญคือ KD เป็นสูตรของแต่ละเครื่องมือ ไม่ใช่ค่าที่ Google ประกาศ

Ahrefs Help (บทความ What does KD stand for ลงวันที่ 3 ก.ย. 2026) อธิบายว่า KD ของ Ahrefs คิดจากจำนวนเว็บที่ลิงก์มายังหน้าที่ติด 10 อันดับแรก และแนะนำให้ใช้เป็นตัวกรองชั้นแรก ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย Semrush เรียกค่าเดียวกันว่า KD% และใช้ข้อมูลหลายตัวกว่า (รายละเอียดอยู่ในหัวข้อวิธีคำนวณ) ส่วน Google ไม่มีค่า KD ของตัวเอง

  • KD บอกอะไร: หน้าที่ติดอันดับอยู่ตอนนี้แข็งแค่ไหน ในมุมที่เครื่องมือนั้นวัด (ส่วนใหญ่คือลิงก์)
  • KD ไม่บอกอะไร: คุณภาพเนื้อหาของหน้าที่ติดอันดับ ความตรงกับเจตนาการค้นหา (Search Intent คืออะไร) คำนั้นทำเงินให้ธุรกิจคุณไหม และเว็บคุณแข็งพอหรือยัง
  • KD เปลี่ยนได้: เมื่อหน้าใน top 10 เปลี่ยน KD ก็เปลี่ยนตาม ในข้อมูลของเรา “link building” ขยับจาก 55 เป็น 71 ภายใน 12 วัน (Ahrefs TH 2 และ 14 ต.ค. 2026)
แผนภาพ Keyword Difficulty เป็นแถบคะแนน 0 ถึง 100 จากง่ายไปยาก เครื่องมือ SEO ดูหน้าที่ติด 10 อันดับแรกของคำหนึ่ง แล้วแปลงความแข็งของหน้าเหล่านั้นเป็นคะแนน ด้านล่างแยกสิ่งที่ KD บอกกับสิ่งที่ KD ไม่บอก
KD คือการประเมินความแข็งของหน้าที่ติดอันดับอยู่ ไม่ได้ดูเว็บของคุณ และแต่ละเครื่องมือใช้สูตรต่างกัน (ภาพจำลอง ที่มา: Ahrefs Help 72265 ตรวจ 15 ต.ค. 2026 · Semrush KB 1158 · ข้อมูลของ The Missing Piece ต.ค. 2026)

Search Volume คืออะไร ตัวเลขต่อเดือนนับยังไง

Search Volume คือจำนวนครั้งที่คนค้นคำหนึ่งโดยเฉลี่ยต่อเดือนในประเทศที่เลือก ใช้บอกขนาดของความต้องการว่าคำไหนใหญ่หรือเล็กกว่ากัน ตัวเลขที่เห็นในเครื่องมือส่วนใหญ่เป็นค่าเฉลี่ย 12 เดือนที่ปัดเลขแล้ว ไม่ใช่จำนวนคนค้นจริงของเดือนนี้

Google Ads Help 3022575 (ตรวจ 15 ต.ค. 2026) ระบุว่า “Avg. monthly searches” ใน Keyword Planner รวมคำใกล้เคียง (close variants) และโดยค่าเริ่มต้นนับการค้นหาทุกภาษา ส่วน Ahrefs Academy อธิบายว่า volume ของ Ahrefs เป็นค่าเฉลี่ย 12 เดือน โดยใช้ข้อมูล Keyword Planner เป็นฐาน ตัวอย่างจากข้อมูลของเรา คำว่า “keyword difficulty” ในไทยมี volume 200 ต่อเดือน และ “search volume” มี 100 (Ahrefs TH ดึง 15 ต.ค. 2026)

ค่าเฉลี่ย 12 เดือนกลบฤดูกาลไว้ คำที่คนค้นเยอะช่วงเทศกาลอาจดูเล็กในตัวเลขเฉลี่ย ดูจังหวะเวลาด้วย Google Trends ใช้หาไอเดียคอนเทนต์ และวิธีดูตัวเลขจากข้อมูลของ Google เองอยู่ในบทความ วิธีใช้ Google Keyword Planner

แผนภาพที่มาของตัวเลข Search Volume การค้นหารายเดือน 12 เดือนรวมกันเป็นค่าเฉลี่ย รวมคำใกล้เคียงและทุกภาษาโดยค่าเริ่มต้น แล้วปัดเลข ได้ตัวเลขเดียวต่อเดือน พร้อมป้ายว่าค่าเฉลี่ยกลบฤดูกาล
ตัวเลข search volume ผ่านการเฉลี่ย รวมคำใกล้เคียง และปัดเลขมาแล้ว จึงใช้เทียบขนาดระหว่างคำได้ แต่ไม่ใช่จำนวนคนค้นจริง (ภาพจำลอง ที่มา: Google Ads Help 3022575 · Ahrefs Academy ตรวจ 15 ต.ค. 2026)

Ahrefs กับ Semrush คำนวณ Keyword Difficulty ยังไง

Keyword Difficulty ของแต่ละเครื่องมือใช้ข้อมูลตั้งต้นต่างกัน คำเดียวกันจึงได้ KD ไม่เท่ากัน Ahrefs ดูจำนวนเว็บที่ลิงก์มายังหน้า top 10 อย่างเดียว ส่วน Semrush รวมหลายปัจจัย บทความ KD ของ Ahrefs เองก็ยอมรับว่าค่า KD ของแต่ละเครื่องมือต่างกันได้มาก ข้อมูลในหัวข้อนี้มาจากเอกสารทางการของแต่ละเจ้าเท่านั้น (ตรวจ 15 ต.ค. 2026)

Ahrefs: นับเว็บที่ลิงก์มายังหน้า top 10 และสเกลไม่เป็นเส้นตรง

Ahrefs Help 72265 ระบุว่า KD ของ Ahrefs อิงจำนวน referring domains (จำนวนเว็บไซต์ที่ลิงก์มา นับเว็บละ 1) ของหน้าที่ติด 10 อันดับแรกแบบ organic (ผลค้นหาปกติที่ไม่ใช่โฆษณา) และไม่ได้ดูปัจจัย on-page เช่น เนื้อหาหรือ title หน้า ahrefs.com/keyword-difficulty บอกด้วยว่าสเกลนี้ไม่เป็นเส้นตรง KD เพิ่มทีละนิดในช่วงบนแปลว่าต้องใช้ลิงก์เพิ่มขึ้นมาก ดูตารางด้านล่าง

Ahrefs KDเว็บที่ลิงก์มาโดยประมาณที่ต้องมีเพื่อติด top 10
10≈ 10
30≈ 36
50≈ 84
70≈ 202
90≈ 756
ตารางแปลง KD ของ Ahrefs เป็นจำนวน referring domains โดยประมาณ จาก KD 70 ไป 90 ลิงก์ที่ต้องใช้เพิ่มเกือบ 4 เท่า ที่มา: ahrefs.com/keyword-difficulty (ตรวจ 15 ต.ค. 2026) เป็นค่าประมาณของ Ahrefs เอง
กราฟเส้นโค้งของ Ahrefs แกนนอน KD 10 30 50 70 90 แกนตั้งจำนวนเว็บที่ลิงก์มาโดยประมาณ 10 36 84 202 และ 756 เส้นชันขึ้นเร็วหลัง KD 50 แสดงว่าสเกลไม่เป็นเส้นตรง
KD 50 กับ KD 90 ไม่ได้ต่างกันแค่ 40 แต้ม แต่ต่างกันราว 9 เท่าในจำนวนเว็บที่ลิงก์มา ช่วงบนของสเกลจึงยากขึ้นเร็วมาก (ที่มา: ahrefs.com/keyword-difficulty ตรวจ 15 ต.ค. 2026)

Semrush: KD% รวมหลายปัจจัย และมี Personal KD

Semrush KB 1158 อธิบายว่า KD% ของ Semrush ใช้ค่ากลาง (median) ของจำนวนเว็บที่ลิงก์มายังหน้าที่ติดอันดับ สัดส่วนลิงก์ follow กับ nofollow ค่ากลางของ Authority Score (คะแนนความแข็งของโดเมนแบบของ Semrush) และ SERP features ในหน้าผลค้นหา แล้วแบ่งเป็น 6 ช่วงตามตาราง บทความ KD ของ Semrush (11 ธ.ค. 2024) เพิ่มว่ายังดู volume คำแบรนด์ และจำนวนคำในคีย์เวิร์ดด้วย (Semrush บอกว่าจำนวนคำมีน้ำหนักน้อยกว่าปัจจัยอื่น)

Semrush KD%ระดับที่ Semrush ตั้งชื่อ
0–14Very easy
15–29Easy
30–49Possible
50–69Difficult
70–84Hard
85–100Very hard
ช่วงคะแนน KD% ของ Semrush ใช้ได้กับ Semrush เท่านั้น อย่าเอาช่วงนี้ไปอ่าน KD ของ Ahrefs ที่มา: Semrush KB 1158 What is Keyword Difficulty (ตรวจ 15 ต.ค. 2026)

Semrush มีอีกค่าหนึ่งชื่อ Personal Keyword Difficulty (PKD%) คือความยากของคำนั้นสำหรับโดเมนของคุณโดยเฉพาะ ไม่ใช่ค่ากลางสำหรับทุกเว็บ ข้อมูลนี้มาจากบล็อกของ Semrush เอง (ข้อมูลจากผู้ขายเครื่องมือ) และ Semrush ก็เขียนไว้ว่าไม่มีค่า KD ที่ “ดี” ใช้ได้กับทุกเว็บ ประเด็นที่ควรจำคือ KD ทั่วไปไม่ได้ดูเว็บคุณเลย ส่วนนี้ต้องเทียบเอง

Competition ใน Google Ads และ Moz

ช่อง Competition ใน Google Keyword Planner วัดจำนวนผู้ลงโฆษณา ไม่ใช่ความยาก SEO (Google Ads Help 3022575) ถ้ากำลังเลือกเครื่องมือเช็ก KD ดูรายการใน SEO Tools ฟรีและเสียเงิน 2026 ส่วน Moz มีค่า Difficulty ใน Keyword Explorer เช่นกัน แต่เราไม่ได้ตรวจเอกสารทางการของ Moz ในรอบนี้ จึงไม่อธิบายวิธีคำนวณ

Ahrefs KDSemrush KD%Google Ads Competition
วัดอะไรความยากติด top 10 organicความยากติด top 10 organicการแข่งขันของโฆษณา
ข้อมูลตั้งต้นreferring domains ของหน้า top 10 อย่างเดียวreferring domains, สัดส่วน follow/nofollow, Authority Score, SERP featuresจำนวนผู้ลงโฆษณาในคำนั้นเทียบทุกคำ
ดูเนื้อหา on-page ไหมไม่ดูเอกสารไม่ได้ระบุไม่เกี่ยว
สเกล0–100 ไม่เป็นเส้นตรง0–100 แบ่ง 6 ช่วงต่ำ กลาง สูง
มีค่าเฉพาะเว็บคุณไหมเอกสารไม่ได้ระบุมี (Personal KD)ไม่มี
3 ค่าที่คนมักอ่านว่า “ความยาก” แต่วัดคนละอย่าง ที่มา: Ahrefs Help 72265 · Semrush KB 1158 และบล็อก Semrush (11 ธ.ค. 2024) · Google Ads Help 3022575 (ตรวจทั้งหมด 15 ต.ค. 2026) · Moz ไม่ได้ตรวจ จึงไม่อยู่ในตาราง
การ์ดเปรียบเทียบ 3 คอลัมน์ Ahrefs KD ใช้ referring domains ของ top 10 อย่างเดียว Semrush KD เปอร์เซ็นต์ใช้ referring domains Authority Score และ SERP features มี Personal KD และ Google Ads Competition วัดผู้ลงโฆษณา ไม่ใช่ความยาก SEO
สูตรต่างกันจึงได้ KD ไม่เท่ากัน อ่าน KD ทุกครั้งให้รู้ว่ามาจากเครื่องมือไหน (ภาพจำลอง ไม่ใช่หน้าจอจริง ที่มา: Ahrefs Help 72265 · Semrush KB 1158 · Google Ads Help 3022575 ตรวจ 15 ต.ค. 2026)

AI ตอบเรื่อง KD ผิดตรงไหน (สังเกต 15 ต.ค. 2026 ครั้งเดียวต่อแพลตฟอร์ม n=1 ไม่ใช่อัตรา)

  • Google AI Overview (คำค้น “keyword difficulty คือ” ประเทศไทย): ตอบว่าเครื่องมือคิด KD จาก DA หรือ Authority Score, backlink, คุณภาพเนื้อหา และความยาวคีย์เวิร์ด คำตอบนี้รวม input ของหลายเครื่องมือเป็นก้อนเดียว Ahrefs ใช้แค่ referring domains ของ top 10 และไม่ดู on-page ส่วนคุณภาพเนื้อหาไม่อยู่ในเอกสารทางการของ Ahrefs และ Semrush ที่เราตรวจ ความยาวคำเป็นปัจจัยที่ Semrush ใช้แต่ให้น้ำหนักน้อย และ DA เป็นตัวชี้วัดของ Moz
  • OpenAI ผ่าน API (ChatGPT) (เปิดค้นเว็บ ประเทศไทย): แนะนำให้เว็บใหม่เลือก KD “0–30 หรือไม่เกิน 40” โดยไม่บอกว่าเป็นสเกลของเครื่องมือไหน ทั้งที่ KD 30 ของ Ahrefs กับ KD% 30 ของ Semrush คิดคนละสูตร และไม่มีแหล่งอ้างอิงกลับมา

ก่อนเชื่อคำแนะนำเรื่อง KD จาก AI ให้ถามกลับเสมอว่า “KD ของเครื่องมือไหน” แล้วเปิดเอกสารของเครื่องมือนั้นประกอบ

การ์ดเทียบคำตอบ AI กับเอกสารทางการเรื่อง KD 2 แถว AI Overview บอกว่า KD คิดจาก DA คุณภาพเนื้อหา และความยาวคำ จุดที่ผิดคือคุณภาพเนื้อหาและการรวมหลายเครื่องมือเป็นก้อนเดียว ความยาวคำเป็นปัจจัยน้ำหนักน้อยของ Semrush และ DA เป็นตัวชี้วัดของ Moz เอกสาร Ahrefs บอกว่าใช้ referring domains ของ top 10 อย่างเดียว OpenAI ผ่าน API ChatGPT แนะนำ KD 0 ถึง 30 โดยไม่บอกเครื่องมือ เอกสารบอกว่าแต่ละเครื่องมือใช้สเกลต่างกัน ป้าย n=1
AI ตอบเรื่อง KD แบบรวมทุกเครื่องมือเป็นก้อนเดียว ซึ่งทำให้อ่านค่าผิด เช็กกับเอกสารของเครื่องมือที่ใช้จริงเสมอ (ภาพจำลอง ที่มา: สังเกตคำตอบ Google AI Overview และ OpenAI ผ่าน API (ChatGPT) 15 ต.ค. 2026 ครั้งเดียวต่อแพลตฟอร์ม n=1 · Ahrefs Help 72265 · Semrush KB 1158)

ทำไม search volume แต่ละเครื่องมือไม่เท่ากัน

Search volume ของคำเดียวกันในแต่ละเครื่องมือไม่เท่ากัน เพราะแหล่งข้อมูล วิธีปัดเลข และวิธีนับคำใกล้เคียงต่างกัน Keyword Planner ใช้ข้อมูลการค้นหาของ Google ส่วนเครื่องมือ SEO อย่าง Ahrefs ประมาณจากหลายแหล่งรวมกัน คนที่ใช้สองเครื่องมือคู่กันจึงต้องเลือกว่าจะเทียบด้วยตัวไหน แล้วใช้ตัวนั้นตลอดทั้งแผน

สาเหตุเกิดอะไรขึ้นที่มา
แหล่งข้อมูลต่างกันAhrefs ระบุว่ารวมข้อมูล Keyword Planner, Google Trends และข้อมูลจากผู้ให้บริการภายนอก ไม่ได้ใช้ตัวเลข Google ตรงๆAhrefs Help (volume accuracy, 3 ก.ย. 2026)
การปัดเลขAhrefs อธิบายว่า Keyword Planner ปัดตัวเลขเป็นกลุ่ม (bucket) คำที่ค้นต่างกันจริงจึงอาจได้เลขเดียวกันAhrefs Help (volume accuracy)
คำใกล้เคียงKeyword Planner รวมคำใกล้เคียง (close variants) เข้าด้วยกัน เครื่องมืออื่นอาจแยกนับGoogle Ads Help 3022575
ภาษาKeyword Planner นับทุกภาษาโดยค่าเริ่มต้น ถ้าไม่ตั้งภาษาไทย ตัวเลขจะต่างจากเครื่องมือที่แยกภาษาGoogle Ads Help 3022575
ช่วงเวลาKeyword Planner ให้เลือกช่วงเดือนเองได้ ส่วน Ahrefs ใช้ค่าเฉลี่ย 12 เดือนของตัวเอง ช่วงเดือนที่เทียบจึงอาจไม่ตรงกันAhrefs Academy · Google Ads Help 3022575
5 สาเหตุที่ volume คำเดียวกันไม่ตรงกันระหว่างเครื่องมือ (ตรวจเอกสารทั้งหมด 15 ต.ค. 2026)

ใครแม่นกว่ากัน ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลกลางที่เป็นกลาง Ahrefs Help อ้างผลศึกษาของตัวเองว่าเมื่อเทียบกับข้อมูล Search Console ตัวเลขของ Ahrefs ใกล้ความจริงราว 60% ของคำ เทียบกับราว 45% ของ Keyword Planner ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลจากผู้ขายเครื่องมือ ไม่ใช่งานวิจัยอิสระ และ Ahrefs เองแนะนำให้ดู Traffic Potential ประกอบแทนการดู volume อย่างเดียว

ในการทดสอบของเรา 20 คำไทย (14 ต.ค. 2026) ตัวเลขจาก Google Ads ต่างจาก Ahrefs ตั้งแต่ 30% ขึ้นไปใน 12 จาก 18 คำที่มีตัวเลขทั้งสองฝั่ง ตารางเต็มอยู่ในบทความ Google Keyword Planner คืออะไร ใช้ฟรีไหม ส่วนผลทดสอบการเว้นวรรคและสะกดคำไทยที่ทำให้ volume และ KD ต่างกันอยู่ใน Keyword Research ฉบับคนไทย

แผนภาพคำเดียวกันวิ่งผ่าน 2 เส้นทาง Keyword Planner ใช้ข้อมูล Google รวมคำใกล้เคียง นับทุกภาษาโดยค่าเริ่มต้น และปัดเป็นกลุ่ม อีกเส้นทางคือเครื่องมือ SEO ที่ประมาณจากหลายแหล่ง ปลายทางได้ตัวเลขไม่เท่ากัน พร้อมป้ายให้เลือกเครื่องมือเดียวเทียบทั้งแผน
ตัวเลข volume ต่างกันเพราะวิธีทำต่างกัน ไม่ใช่เพราะเครื่องมือไหนผิด เลือกเครื่องมือเดียวเป็นฐานในการเทียบคำทั้งแผน (ภาพจำลอง ที่มา: Google Ads Help 3022575 · Ahrefs Help volume accuracy ตรวจ 15 ต.ค. 2026)

Traffic Potential และ Parent Topic ต่างจาก Search Volume ยังไง

Traffic Potential (TP) คือค่าประมาณของ Ahrefs ว่าหน้าที่ติดอันดับ 1 ของคำหนึ่งได้ traffic เท่าไหร่ต่อเดือนจากทุกคำที่หน้านั้นติดอันดับ ไม่ใช่จากคำเดียว (Ahrefs Academy ตรวจ 15 ต.ค. 2026) ค่านี้เหมาะกับการตัดสินใจว่าหัวข้อหนึ่งคุ้มทำไหม เพราะหน้าที่ดีหนึ่งหน้ามักติดหลายสิบคำพร้อมกัน volume ของคำเดียวจึงมักเล็กกว่าที่หน้านั้นได้จริง

Parent Topic คือคำที่ Ahrefs ใช้บอกว่าหน้าที่ติดอันดับ 1 ของคำนั้นจริงๆ แล้วเป็นหน้าของหัวข้อไหน ถ้า Parent Topic เป็นคำกว้างกว่า แปลว่าเขียนหน้าเดียวในหัวข้อกว้างแล้วติดคำนี้ไปด้วยได้ ไม่ต้องแยกหน้า ตัวอย่างจากข้อมูลของเรา (Ahrefs TH ดึง 15 ต.ค. 2026):

  • “google trends คือ” volume 200 แต่ TP 2,600 หน้าที่ติดอันดับ 1 ได้ traffic จากคำอื่นมากกว่าคำนี้หลายเท่า (หน้าอันดับ 1 ของคำนี้เป็นหน้าของ Google Trends เอง traffic ส่วนใหญ่จึงมาจากคนที่ค้นหาตัวเครื่องมือ ใช้ TP ดูขนาดหัวข้อได้ แต่ต้องดูด้วยว่าหน้าอันดับ 1 เป็นหน้าประเภทไหน)
  • “search volume” volume 100 TP 450 แต่ Parent Topic เป็นคำแนว “most searched terms” แปลว่าหน้าผลค้นหาของคำนี้ปนหน้าจัดอันดับคำค้นยอดนิยม KD 66 ของคำนี้จึงสะท้อนหน้าผลค้นหาที่ปนเจตนาหลายแบบ มากกว่าความยากของหัวข้อ “search volume คืออะไร”

วิธีใช้คู่กัน: ดู volume เพื่อรู้ขนาดของคำ ดู TP เพื่อรู้ขนาดของหัวข้อ และดู Parent Topic เพื่อตัดสินว่าจะรวมคำนี้เข้าหน้าที่มีอยู่ หรือแยกหน้าใหม่ หลัก “1 คำหลัก = 1 หน้า” อยู่ในขั้นทำแผนคำของ วิธีทำ keyword research

แผนภาพเทียบ Search Volume กับ Traffic Potential ฝั่งซ้ายคำเดียว google trends คือ 200 ต่อเดือน ฝั่งขวาหน้าที่ติดอันดับ 1 ได้ traffic จากหลายคำรวม 2,600 ต่อเดือน ด้านล่างมีกล่อง Parent Topic บอกว่าคำนี้อยู่ใต้หัวข้อไหน
Volume บอกขนาดของคำเดียว TP บอกขนาดของหัวข้อที่หน้าอันดับ 1 ได้จริง ใช้ TP ตัดสินว่าหัวข้อคุ้มทำไหม (ภาพจำลอง ตัวเลขจาก Ahrefs TH ดึง 15 ต.ค. 2026 ที่มา: Ahrefs Academy ตรวจ 15 ต.ค. 2026)

KD ของคำไทยหน้าตาเป็นยังไง: ข้อมูลจาก 364 คำของเรา

KD ของคำไทยส่วนใหญ่ต่ำมาก และหลายคำไม่มีค่า KD เลย เรารวบรวมค่า volume และ KD ที่ดึงจาก Ahrefs ประเทศไทยตอนวางแผนบทความของเว็บนี้ระหว่าง 2–15 ต.ค. 2026 ได้ 364 คำที่ไม่ซ้ำกัน (จาก 422 รายการ) ทั้งหมดเป็นคำกลุ่ม SEO และ AI Search ข้อมูลชุดนี้ไม่ได้แทนการค้นหาทั้งประเทศ แต่พอให้เห็นภาพที่เครื่องมือไม่ได้บอก

62% ของคำที่มี KD อยู่ที่ 0–10

จาก 191 คำที่มีค่า KD มี 118 คำ (62%) อยู่ช่วง 0–10 ค่ากลาง (median) คือ 1 และมี 90 คำ (47%) ที่ KD เป็น 0 พอดี ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 20.9 เพราะมีคำ KD สูงกลุ่มเล็กๆ ดึงขึ้นไป

ช่วง KD (Ahrefs)จำนวนคำสัดส่วน
0–1011862%
11–30126%
31–502111%
51–702212%
71 ขึ้นไป189%
การกระจายของ KD ใน 191 คำที่มีค่า KD (n = 191 จาก 364 คำ) ที่มา: ข้อมูลของ The Missing Piece จาก Ahrefs ประเทศไทย ดึง 2–15 ต.ค. 2026
กราฟแท่งการกระจาย KD ของคำไทย 191 คำ ช่วง 0 ถึง 10 มี 118 คำหรือ 62 เปอร์เซ็นต์ ช่วง 11 ถึง 30 มี 12 คำ ช่วง 31 ถึง 50 มี 21 คำ ช่วง 51 ถึง 70 มี 22 คำ และ 71 ขึ้นไป 18 คำ
คำส่วนใหญ่ในชุดของเราอยู่ที่ KD 0–10 ค่า KD จึงแยกคำง่ายกับคำยากได้ แต่แยกคำง่ายด้วยกันเองแทบไม่ได้ (ที่มา: ข้อมูลของ The Missing Piece Ahrefs TH ดึง 2–15 ต.ค. 2026 n = 191)

คำไทยจำนวนมากไม่มีค่า KD เลย

ใน 364 คำ มี 173 คำ (48%) ที่เราไม่ได้ค่า KD กลับมา ตัวเลขนี้เป็นขอบบน เพราะในบันทึกบางไฟล์ ขีด “–” อาจแปลว่า “ไม่ได้บันทึก” มากกว่า “Ahrefs ไม่มีค่า” ถ้านับเฉพาะคำที่มี volume ตั้งแต่ 20 ต่อเดือน สัดส่วนลดเหลือ 28% (72 จาก 257 คำ) แม้แต่คำหลักของหน้านี้เอง “keyword difficulty” ที่มี volume 200 ก็ไม่มีค่า KD ใน Ahrefs ประเทศไทย (ดึง 15 ต.ค. 2026)

Volume ต่อเดือนไม่มี KDคำทั้งหมดสัดส่วนไม่มี KD
0–1010110794%
11–100429345%
101–500279528%
501–2,0003408%
2,001 ขึ้นไป0290%
คำที่ไม่มีค่า KD แยกตามขนาด volume คำเล็กแทบไม่มี KD ส่วนคำตั้งแต่ 2,001 ขึ้นไปมีครบ (n = 364 สัดส่วนเป็นขอบบน) ที่มา: ข้อมูลของ The Missing Piece จาก Ahrefs ประเทศไทย ดึง 2–15 ต.ค. 2026

การไม่มี KD ส่วนใหญ่มาจาก volume ที่เล็ก ไม่ใช่เพราะเป็นภาษาไทย สัดส่วนใกล้กันทั้งคำที่มีอักษรไทย (47%) และคำอังกฤษล้วน (48%) เมื่อเจอคำที่ไม่มี KD ให้ใช้วิธีเปิด SERP นับเองด้านล่างแทน หรือใช้ราคาประมูลโฆษณาเป็นตัวแทนความยากแบบหยาบตามที่ The Art of SEO บทที่ 6 แนะนำ (ดูได้จาก Top of page bid ใน Google Keyword Planner)

กราฟแท่งสัดส่วนคำที่ไม่มีค่า KD แยกตาม volume ช่วง 0 ถึง 10 ไม่มี KD 94 เปอร์เซ็นต์ 11 ถึง 100 อยู่ที่ 45 เปอร์เซ็นต์ 101 ถึง 500 อยู่ที่ 28 เปอร์เซ็นต์ 501 ถึง 2,000 อยู่ที่ 8 เปอร์เซ็นต์ และ 2,001 ขึ้นไป 0 เปอร์เซ็นต์ พร้อมป้ายว่าเป็นขอบบน
ยิ่งคำเล็ก ยิ่งมีโอกาสไม่มีค่า KD คำไทยที่ยาวและเฉพาะเจาะจง (long-tail) จึงต้องเช็กความยากเอง (ที่มา: ข้อมูลของ The Missing Piece Ahrefs TH ดึง 2–15 ต.ค. 2026 n = 364 สัดส่วนเป็นขอบบน)

คำที่มีอักษรไทย KD กลาง 0 คำอังกฤษล้วน KD กลาง 34

ความต่างที่ชัดที่สุดในข้อมูลชุดนี้คือตัวอักษรของคำ คำที่มีอักษรไทยอย่างน้อยหนึ่งตัว (เช่น “คีย์เวิร์ด” หรือ “kd คือ”) มี KD กลางเป็น 0 ส่วนคำที่เป็นอักษรอังกฤษล้วน (เช่น “link building” หรือ “keyword planner”) มี KD กลาง 34 ถึงนับเฉพาะคำที่มี volume ตั้งแต่ 100 ผลก็ยังเหมือนเดิม (0 เทียบ 34.5)

กลุ่มคำจำนวนคำที่มี KDKD กลาง (median)KD เฉลี่ยKD 0–10KD 51 ขึ้นไป
มีอักษรไทย (ไทยล้วน 7 + ผสม 78)8505.685%2 คำ (2%)
อักษรอังกฤษล้วน1063433.243%38 คำ (36%)
KD ของคำที่มีอักษรไทยเทียบกับคำอังกฤษล้วน คำไทยที่ KD สูงสุดในชุดนี้คือ “ทำ seo” ที่ 70 ที่มา: ข้อมูลของ The Missing Piece จาก Ahrefs ประเทศไทย ดึง 2–15 ต.ค. 2026 (n = 191)

เหตุผลที่เป็นไปได้ (ข้อสันนิษฐานของเรา ยังไม่ได้พิสูจน์): คำอังกฤษที่คนไทยพิมพ์ค้น ใช้หน้าผลค้นหาร่วมกับหน้าภาษาอังกฤษจากทั่วโลกที่มีลิงก์เยอะ เช่น หน้าของผู้ขายเครื่องมือและเอกสารของ Google ส่วนคำที่มีคำไทยมักได้หน้าไทยซึ่งมีลิงก์น้อยกว่า ผลในทางปฏิบัติคือถ้าเลือกได้ระหว่างคำไทยกับคำอังกฤษที่ตอบเรื่องเดียวกัน คำไทยมักเริ่มง่ายกว่า

อีกเรื่องที่ควรรู้คือ volume กับ KD แทบไม่สัมพันธ์กันในข้อมูลชุดนี้ (ค่าสหสัมพันธ์แบบลำดับ Spearman 0.11 จากเต็ม 1 ถือว่าอ่อนมาก) มีทั้งคำใหญ่ที่ KD 0 เช่น “search engine คือ” 3,600 ต่อเดือน และคำเล็กที่ KD สูงมาก เช่น “google keyword” 150 ต่อเดือนแต่ KD 95 คำใหญ่ไม่ได้แปลว่ายากเสมอไป

กราฟแท่งเรียงซ้อนเทียบคำที่มีอักษรไทย 85 คำกับคำอังกฤษล้วน 106 คำ แบ่งตามช่วง KD คำที่มีอักษรไทยอยู่ที่ KD 0 ถึง 10 ถึง 85 เปอร์เซ็นต์ คำอังกฤษล้วนอยู่ที่ 43 เปอร์เซ็นต์ และมี KD 51 ขึ้นไป 36 เปอร์เซ็นต์ ป้าย KD กลาง 0 เทียบ 34
คำที่มีอักษรไทยกระจุกอยู่ที่ KD ต่ำ คำอังกฤษล้วนกระจายไปถึงช่วงยาก ถ้าเรื่องเดียวกันมีทั้งคำไทยและคำอังกฤษ คำไทยมักเป็นประตูแรกที่เข้าได้ (ที่มา: ข้อมูลของ The Missing Piece Ahrefs TH ดึง 2–15 ต.ค. 2026 n = 191)

KD ขยับได้ภายในไม่กี่วัน

KD เป็นภาพถ่าย ณ วันที่ดึง ไม่ใช่คุณสมบัติตายตัวของคำ เพราะเมื่อหน้าใน top 10 เปลี่ยน KD ก็คำนวณใหม่ ในข้อมูลของเราเครื่องมือเดียวกันและประเทศเดียวกันให้ค่าต่างกันระหว่างการดึงดังนี้

คำค่าก่อนค่าหลัง
search engine คือ0 (2 ต.ค.) → 28 (5 ต.ค.)0 (15 ต.ค.)
link building55 (2 ต.ค.)71 (14 ต.ค.)
keyword planner74 (2 ต.ค.)85 (14–15 ต.ค.)
ctr คือ0 (2 ต.ค.)6 (14 ต.ค.)
ga44 (2 ต.ค.)0 (14 ต.ค.)
local seo0 (2 ต.ค.)1 (14 ต.ค.)
ai overview52 (2 ต.ค.)43 (4 ต.ค. บันทึกเป็นค่าแก้)
KD ของคำเดียวกันจาก Ahrefs ประเทศไทยในวันที่ต่างกัน ปี 2026 ที่มา: ข้อมูลของ The Missing Piece
กราฟเส้นแบบจุดเชื่อม แยกช่องละคำ แสดง KD ของ 7 คำในวันที่ต่างกันเดือนตุลาคม 2026 link building จาก 55 เป็น 71 keyword planner จาก 74 เป็น 85 search engine คือ จาก 0 ขึ้น 28 แล้วกลับเป็น 0 ai overview จาก 52 เป็น 43 และคำอื่นขยับเล็กน้อย
KD ขยับได้ภายในไม่กี่วันเมื่อหน้าใน top 10 เปลี่ยน ก่อนตัดสินใจคำสำคัญให้ดึงค่าใหม่ทุกครั้ง (ที่มา: ข้อมูลของ The Missing Piece Ahrefs TH 2–15 ต.ค. 2026)

ข้อจำกัดของข้อมูลชุดนี้

  • ตัวอย่างเล็กและไม่ได้สุ่ม: เป็นรายการคำของเราเอง (หัวข้อ SEO และ AI Search) ที่เลือกมาวางแผนบทความ ไม่ได้แทนการค้นหาของคนไทยทั้งหมด
  • เครื่องมือเดียว: ทุกค่ามาจาก Ahrefs เท่านั้น Semrush, Moz หรือ Google จะให้ตัวเลขต่างออกไป KD เป็นสเกล 0–100 แบบลอการิทึมของ Ahrefs และตาราง KD → referring domains เป็นค่าประมาณของ Ahrefs เอง
  • วันที่ดึงต่างกัน (2–15 ต.ค.): KD ขยับระหว่างการดึง และคำที่ไม่มีการดึงใหม่ใช้ค่าจากแผนหัวข้อของเราวันที่ 2 ต.ค.
  • ขีด “–” กำกวม: ในบางตาราง ขีดอาจแปลว่า “ไม่ได้บันทึก” ไม่ใช่ “Ahrefs ไม่มีค่า” สัดส่วนคำที่ไม่มี KD จึงเป็นขอบบน คำที่ยืนยันว่าไม่มีค่าจริง เช่น keyword difficulty, eeat คือ, llms.txt และ เรียน seo ที่ไหนดี
  • แยกแถวรวม: แถวที่รวมคำ volume 0 หลายคำไว้ด้วยกัน (เช่น คำแปรของ search intent 17 คำ) ถูกแยกเป็นทีละคำ ทำให้ช่วง volume 0–10 มีจำนวนมากขึ้น เราจึงแสดงสัดส่วนที่ volume ตั้งแต่ 20 ไว้ด้วย
  • ไม่นับ: คำที่มี volume เป็นช่วง คำที่ใช้ค่าเดียวร่วมกันสองคำ ข้อมูลสหรัฐฯ ค่าที่คัดลอกต่อกันมาโดยไม่ได้ดึงใหม่ และคำที่ Ahrefs ไม่คืนข้อมูลเลย
  • ทดสอบเองก่อนเชื่อ: The Art of SEO บทที่ 14 แนะนำให้เชื่อข้อมูลที่ทดสอบเองมากกว่าคำกล่าวอ้างของเครื่องมือหรือคนอื่น ตัวเลข KD และ volume ทุกตัวในหน้านี้จึงมีวันที่และแหล่งกำกับ และเราเปิดข้อจำกัดไว้ทั้งหมดในกล่องนี้

KD ตัวเดียวเชื่อได้แค่ไหน: เทียบกับ top 10 จริงของ 4 คำไทย

KD บอกทิศทางได้ถูกที่ปลายทั้งสองด้าน แต่ตัวเลขกลางๆ อาจหลอกตา เราลองดึงจำนวน referring domains ระดับหน้า (เว็บที่ลิงก์มายังหน้านั้นโดยตรง) ของหน้าที่ติดอันดับใน Google ไทย 4 คำ จาก Ahrefs วันที่ 15 ต.ค. 2026 คำละ 1 ครั้ง แล้วเทียบกับค่าที่ตาราง KD ของ Ahrefs บอกว่าควรเป็น นี่คือการเช็กเล็กๆ 4 คำ ไม่ใช่สถิติ

คำ (volume ไทย)Ahrefs KDหน้าที่มีข้อมูล RDRD กลาง (median)RD เฉลี่ยหน้าที่ RD < 10RD ที่ตาราง Ahrefs บอก
คีย์เวิร์ด (1,300)16 จาก 7265 จาก 6< 10
วิธีทำ seo (100)283 จาก 82,1152,1550 จาก 3≈ 33
backlink คือ (400)447 จาก 836994 จาก 7≈ 65
ทำ seo (1,500)707 จาก 72,0001,9800 จาก 7≈ 202
KD เทียบกับจำนวนเว็บที่ลิงก์มายังหน้าที่ติดอันดับจริง (RD = referring domains ระดับหน้า) ที่มา: ข้อมูลของ The Missing Piece จาก Ahrefs SERP overview ประเทศไทย 15 ต.ค. 2026 คำละ 1 ครั้ง · ค่าคาดหมายอ่านจากตารางของ ahrefs.com/keyword-difficulty แบบประมาณ
  1. ปลายสองด้านตรงกัน: “คีย์เวิร์ด” KD 1 มี RD กลางแค่ 2 และ 5 จาก 6 หน้ามีเว็บลิงก์เข้าไม่ถึง 10 เว็บ หนึ่งในนั้นเป็นหน้าจากเว็บ DR 15 (DR หรือ Domain Rating คือคะแนนความแข็งของทั้งโดเมนตามสูตรของ Ahrefs) ที่ตัวหน้าเองไม่มีเว็บไหนลิงก์มาเลย แต่ติด top 10 ของคำที่มีคนค้น 1,300 ครั้งต่อเดือน ส่วน “ทำ seo” KD 70 ทุกหน้ามีราว 1,600–2,350 RD KD จึงเรียงคำง่ายกับคำยากได้ถูก
  2. ตัวเลขดิบไม่ตรงตาราง: “ทำ seo” มี RD ระดับหน้ามากกว่าที่ตารางบอกสำหรับ KD 70 ราว 10 เท่า (2,000 เทียบ ≈ 202) และใน “ทำ seo” กับ “backlink คือ” มี 4 หน้าที่ RD ราว 1,600–2,100 ทั้งที่ DR อยู่แค่ 19–38 รูปแบบนี้ดูเหมือนลิงก์จากทั้งเว็บ (sitewide) หรือลิงก์คุณภาพต่ำมากกว่าลิงก์จากบทความ จำนวน RD ดิบจึงอาจสูงเกินความแข็งจริง เราคาดว่าโมเดลของ Ahrefs ให้น้ำหนักลิงก์แบบนี้ต่างจากการนับตรงๆ (ยังไม่ยืนยัน Ahrefs ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด)
  3. KD กลางๆ ซ่อน SERP สองขั้ว: “backlink คือ” KD 44 มี 4 หน้าที่ RD 0–3 กับ 3 หน้าที่ RD ราว 1,600 ค่ากลาง (3) บอกว่าง่าย ค่าเฉลี่ย (699) บอกว่ายากมาก และไม่มีค่าไหนใกล้ ≈ 65 ที่ตารางบอก ในหน้าผลค้นหาไทย KD เลขเดียวอาจรวมหน้าสองแบบไว้ด้วยกัน
  4. ข้อมูลขาด: “วิธีทำ seo” Ahrefs คืนค่า RD ได้แค่ 3 จาก 8 URL (ที่เหลือเป็น URL แบบมีหรือไม่มี www และ slash ท้ายที่ไม่มีค่า) ค่ากลางของคำนี้มาจาก 3 หน้าเท่านั้น จึงเชื่อถือไม่ได้
  5. “top 10” ที่ได้จริงคือ 7–8 หน้า: ทั้ง 4 คำ อันดับ 1 ไม่ได้มาเป็นผล organic ธรรมดา น่าจะเป็นเพราะ SERP feature ใช้ตำแหน่งนั้นไป
กราฟจุดแนวนอน 4 แถว แต่ละจุดคือหนึ่งหน้าใน top 10 แกนนอนเป็นจำนวน referring domains แบบลอการิทึม คีย์เวิร์ด KD 1 จุดกระจุกต่ำกว่า 10 backlink คือ KD 44 แบ่งเป็นสองกลุ่มที่ 0 ถึง 3 และราว 1,600 ทำ seo KD 70 จุดอยู่ราว 2,000 ทั้งหมด วิธีทำ seo มีแค่ 3 จุด มีเครื่องหมายข้าวหลามตัดแสดงค่าที่ตาราง Ahrefs คาดไว้ในแต่ละแถว และเส้นแนวตั้งที่ 10 RD
KD 44 ของ “backlink คือ” ไม่ได้แปลว่าทุกหน้าแข็งปานกลาง แต่มีทั้งหน้าที่แทบไม่มีลิงก์และหน้าที่มีลิงก์มาก หน้าที่อยู่ซ้ายเส้น 10 RD คือประตูที่เว็บใหม่เข้าได้ (ที่มา: ข้อมูลของ The Missing Piece Ahrefs SERP overview TH 15 ต.ค. 2026 คำละ 1 ครั้ง 4 คำ ไม่ใช่สถิติ · ค่าคาดหมายจาก ahrefs.com/keyword-difficulty)

วิธีเปิด SERP เช็กความยากเองใน 5 ขั้น

วิธีนี้ใช้ได้ทั้งคำที่มี KD และคำที่ไม่มี KD ใช้เวลาไม่กี่นาทีต่อคำ และบอกได้มากกว่าตัวเลขเดียว

  1. เปิดหน้าผลค้นหา ค้นคำนั้นใน Google ประเทศไทย ดูผล organic 10 อันดับแรก และจดว่ามี AI Overview หรือ SERP feature อะไรอยู่ด้านบน (วิธีอ่านแต่ละส่วนอยู่ในบทความ SERP คืออะไร)
  2. เช็กจำนวนเว็บที่ลิงก์มายังแต่ละหน้า ใส่ URL ของแต่ละหน้าในเครื่องมือเช็ก backlink แล้วดู referring domains ระดับหน้า ไม่ใช่ระดับโดเมน
  3. นับหน้าที่มีเว็บลิงก์เข้าไม่ถึง 10 เว็บ หน้าแบบนี้คือประตู ยิ่งมีหลายหน้า ยิ่งแปลว่าเนื้อหาที่ตอบตรงกว่าเข้าแข่งได้โดยไม่ต้องมีลิงก์มาก ถ้าไม่มีเลย ให้วางคำนั้นเป็นเป้าระยะยาว
  4. ดู DR ประกอบแต่อย่าเชื่อจำนวนลิงก์ดิบ หน้าที่ RD หลักพันแต่ DR ต่ำอาจได้ลิงก์จากทั้งเว็บหรือลิงก์คุณภาพต่ำ ความแข็งจริงอาจน้อยกว่าตัวเลข (ลิงก์แบบไหนมีน้ำหนัก ดู Backlink คืออะไร คู่มือสายขาว)
  5. ดูประเภทหน้าที่ติด ถ้า top 10 เป็นหน้าเครื่องมือ หน้าสินค้า หรือหน้าพจนานุกรม แต่คุณจะเขียนบทความ แปลว่าเจตนาการค้นหาไม่ตรง KD ต่ำก็ไม่ช่วย (เรื่องเจตนาการค้นหาจะมีบทความ Search Intent แยก)
การ์ดเช็กลิสต์ 5 ขั้นเปิด SERP เช็กความยาก เปิดผล organic 10 อันดับ เช็ก referring domains ระดับหน้า นับหน้าที่ต่ำกว่า 10 RD ดู DR แต่ระวังลิงก์ sitewide และดูประเภทหน้าที่ติดว่าตรงกับหน้าที่คุณจะทำไหม
5 ขั้นนี้ใช้แทน KD ได้เมื่อคำไม่มีค่า KD และใช้ยืนยัน KD ได้เมื่อตัวเลขอยู่ช่วงกลาง (ภาพจำลอง ที่มา: ข้อมูลของ The Missing Piece 15 ต.ค. 2026 · Ahrefs Help 72265)

KD เท่าไหร่ถึงดีสำหรับเว็บไทยที่เพิ่งเปิด

KD ที่ “ดี” สำหรับเว็บใหม่ไม่มีเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกเว็บ เพราะ KD ทั่วไปไม่ได้ดูเว็บของคุณ และแต่ละเครื่องมือใช้สเกลต่างกัน Semrush เองก็เขียนว่าไม่มีค่า KD ที่ดีแบบสากล สิ่งที่ใช้ได้จริงคือเทียบหน้าที่ติดอันดับกับเว็บของคุณเอง

ข้อมูลของเราช่วยตั้งต้นได้ 2 ข้อ ข้อแรก คำ SEO ที่มีอักษรไทยในชุดของเรา 85% อยู่ที่ KD 0–10 ตัวเลือกคำง่ายจึงไม่ได้หายาก ปัญหาคือแยกคำง่ายด้วยกันเองด้วย KD ไม่ได้ ข้อสอง ที่ KD 1 เราเห็นหน้าที่ไม่มีเว็บลิงก์เข้าเลยติด top 10 ได้ ส่วนที่ KD 44 ประตูยังเปิดอยู่ถ้าหน้าผลค้นหาแบ่งสองขั้ว ลำดับการตัดสินใจที่แนะนำคือ

  1. เรียงตามความสำคัญต่อธุรกิจก่อน The Art of SEO บทที่ 6 จัดลำดับว่าความสำคัญต่อธุรกิจมาก่อน แล้วค่อยเป็นความเกี่ยวข้อง ความนิยม และความยาก KD จึงเป็นตัวสุดท้าย ไม่ใช่ตัวแรก ถ้าอยากได้คะแนนที่รวมทั้ง 4 อย่าง ใช้ Money Keyword Score ในหน้า keyword research
  2. ใช้ KD กรองชั้นแรก ตามที่ Ahrefs Help แนะนำ แล้วเปิด SERP ดูคำที่เลือกไว้ทุกคำ
  3. นับประตู หน้าที่มี RD < 10 ใน top 10 และดูว่าเป็นหน้าประเภทเดียวกับที่คุณจะเขียนไหม
  4. เทียบกับลิงก์ของเว็บคุณเอง ถ้าเว็บคุณมีเว็บลิงก์เข้าไม่กี่เว็บ คำที่หน้าใน top 10 มี RD หลักร้อยขึ้นไปทุกหน้าคือเป้าระยะยาว
  5. อย่าทิ้งคำยาก คำที่ทำเงินแต่ยาก ให้จดเป็นเป้าระยะยาว แล้วเริ่มจากคำย่อยในหัวข้อเดียวกันที่มีประตูก่อน เมื่อหน้าเริ่มติดคำย่อยและได้ลิงก์ภายในพอ ค่อยไต่ไปคำหลัก
ผังตัดสินใจเลือกคำสำหรับเว็บไทยที่เพิ่งเปิด เริ่มจากความสำคัญต่อธุรกิจ แล้วกรองด้วย KD ถ้าไม่มี KD หรือ KD อยู่ช่วงกลาง ให้เปิด SERP นับหน้าที่ต่ำกว่า 10 RD ถ้ามีประตูและประเภทหน้าตรง เริ่มเขียนได้ ถ้าไม่มีประตู จดเป็นเป้าระยะยาวแล้วเริ่มจากคำย่อย
เว็บใหม่ไม่ต้องหา “KD ที่ดี” แต่หาคำที่หน้าผลค้นหายังมีประตูให้เข้า และไม่ทิ้งคำยากที่ทำเงิน (ภาพจำลอง ที่มา: The Art of SEO บทที่ 6 · Ahrefs Help 72265 · ข้อมูลของ The Missing Piece 15 ต.ค. 2026)
  • เหมาะกับใคร: เว็บใหม่หรือเว็บที่มีลิงก์เข้าน้อยที่อยากรู้ว่าคำไหนเริ่มได้ก่อน และคนที่ทำคำไทยที่ยาวและเฉพาะเจาะจง (long-tail) ซึ่งเครื่องมือมักไม่มี KD
  • ไม่เหมาะกับใคร: คนที่อยากได้เลข KD เดียวไว้ตัดคำทิ้งอัตโนมัติ เพราะ KD ช่วงกลางในหน้าผลค้นหาไทยอาจหลอกตา
  • ข้อควรระวัง: อย่าเอา KD จากเครื่องมือหนึ่งไปอ่านด้วยช่วงคะแนนของอีกเครื่องมือ ดึงค่าใหม่ก่อนตัดสินใจคำสำคัญ และจำว่า KD ต่ำไม่ได้แปลว่าคำนั้นทำเงิน

อ่าน KD คู่กับ metric อะไรบ้าง: เช็กลิสต์ 5 ตัวก่อนเลือกคำ

KD ของ Ahrefs ตัวเดียวบอกแค่ว่าหน้าที่ติด top 10 ตอนนี้มีเว็บลิงก์มามากแค่ไหน ก่อนตัดสินใจทำคำหนึ่งให้อ่าน KD คู่กับอีก 5 ค่า คือ search volume, Traffic Potential, DR ของเว็บที่ติดอันดับ, SERP features และความแข็งของเว็บเราเอง Ahrefs Help 72265 (ลงวันที่ 3 ก.ย. 2026 ตรวจ 15 ต.ค. 2026) เองก็เขียนว่าไม่แนะนำให้ตัดสินใจ SEO ทั้งหมดจาก KD อย่างเดียว ตารางนี้รวมทั้ง 5 ค่าไว้ที่เดียว ส่วนรายละเอียดของแต่ละค่าอยู่ในหัวข้อที่ลิงก์ไว้

Metricบอกอะไรดูที่ไหนใช้ตัดสินใจยังไง
Search Volumeจำนวนครั้งที่คนค้นคำนี้โดยเฉลี่ยต่อเดือน (ค่าประมาณที่ปัดเลขแล้ว)Google Keyword Planner, Ahrefs, Semrush (วิธีนับ volume)KD ต่ำแต่ volume ใกล้ 0 มักไม่คุ้มแยกหน้า ให้ตอบเป็นหัวข้อย่อยในหน้าที่ใหญ่กว่า ส่วน KD สูงแต่ volume สูงและทำเงิน ให้เก็บเป็นเป้าระยะยาว
Traffic Potential (TP)traffic ต่อเดือนที่หน้าอันดับ 1 ได้จากทุกคำที่หน้านั้นติด (ค่าประมาณของ Ahrefs)Ahrefs Keywords Explorer (TP และ Parent Topic)ใช้วัดขนาดของหัวข้อแทนขนาดของคำเดียว เช่น “google trends คือ” volume 200 แต่ TP 2,600 (Ahrefs TH 15 ต.ค. 2026) และดูด้วยว่าหน้าอันดับ 1 เป็นหน้าประเภทไหน
DR ของเว็บที่ติดอันดับความแข็งของ backlink ทั้งโดเมน เทียบกับเว็บอื่นในฐานข้อมูลของ Ahrefs (0–100)Ahrefs SERP overview คอลัมน์ DR หรือค่าระดับโดเมนในเครื่องมืออื่นKD ของ Ahrefs นับลิงก์ระดับหน้า ไม่ได้ดู DR ถ้า top 10 เป็นเว็บ DR สูงทั้งหมด คำนั้นอาจยากกว่าที่ KD บอก ถ้ามีเว็บ DR ต่ำติดอยู่ เช่นเว็บ DR 15 ใน “คีย์เวิร์ด” แปลว่าน่าจะมีช่องให้เข้า (ตัวอย่าง 4 คำไทย)
SERP featuresส่วนพิเศษบนหน้าผลค้นหา เช่น AI Overview กล่องคำถาม วิดีโอ หรือแผนที่ ที่ดันผล organic ลงไปข้างล่างเปิด Google ประเทศไทยดูเอง หรือคอลัมน์ SERP features ในเครื่องมือ (SERP คืออะไร)KD ของ Ahrefs คิดจากลิงก์อย่างเดียว ไม่รวม SERP features (Semrush รวม) ถ้าบนสุดเป็น AI Overview หรือแผนที่ ต้องคิดว่าคนจะเลื่อนลงมาคลิกผล organic ไหม ใน 4 คำที่เราเช็ก อันดับ 1 ไม่ใช่ผล organic ธรรมดาทั้ง 4 คำ
ความแข็งของเว็บเราเองDR และจำนวนเว็บที่ลิงก์มายังเว็บเรา เทียบกับเว็บใน top 10Ahrefs Site Explorer หรือ Personal KD ของ SemrushKD ทั่วไปไม่ได้ดูเว็บคุณ Ahrefs เองบอกว่า DR เป็นค่าเปรียบเทียบ ดีหรือไม่ดีดูจากการเทียบกับเว็บที่ใกล้เคียงกัน ถ้า DR ของเราต่ำกว่าเกือบทุกเว็บใน top 10 และทุกหน้าใน top 10 มีเว็บลิงก์เข้าตั้งแต่ 10 เว็บขึ้นไป ให้วางเป็นเป้าระยะยาว
5 ค่าที่ควรอ่านคู่กับ KD ก่อนเลือกคำ ที่มา: Ahrefs Help 72265 (KD) และ Ahrefs Help What is Domain Rating (ลงวันที่ 3 ก.ย. 2026 ทั้งคู่) · Semrush KB 1158 · Ahrefs Academy (TP) ตรวจทั้งหมด 15 ต.ค. 2026 · ตัวอย่างตัวเลขจากข้อมูลของ The Missing Piece จาก Ahrefs ประเทศไทย 15 ต.ค. 2026

เรื่อง DR ควรอ่านอย่างระวัง Ahrefs Help (หน้า What is Domain Rating ลงวันที่ 3 ก.ย. 2026 ตรวจ 15 ต.ค. 2026) บอกว่า DR สัมพันธ์กับอันดับบน Google พอสมควร แต่น้อยกว่า URL Rating ที่วัดระดับหน้า และเตือนว่าอย่าตัดสินคุณภาพเว็บจาก DR ตัวเดียว DR จึงใช้เทียบว่าเราอยู่ห่างจากเว็บใน top 10 แค่ไหน ไม่ใช่เกณฑ์ตายตัว

วิธีอ่านรวมกันแบบเร็ว (ทั้งหมดนี้มาหลังคำถามแรกว่าคำนั้นสำคัญต่อธุรกิจไหม ตามลำดับการตัดสินใจด้านบน)

  • KD ต่ำ + volume หรือ TP พอ + มีเว็บ DR ใกล้เราใน top 10: เริ่มได้เลย
  • KD ต่ำ + volume ใกล้ 0: ตอบเป็นหัวข้อในหน้าหลักแทนการแยกหน้า (ดูหัวข้อ AI Searchด้านล่าง)
  • KD สูง + top 10 เป็นเว็บ DR สูงกว่าเราทุกเว็บ: เก็บเป็นเป้าระยะยาว แล้วเริ่มจากคำย่อยในหัวข้อเดียวกัน
  • KD กลางๆ หรือไม่มีค่า KD: อย่าเชื่อเลขเดียว ใช้ทั้ง 5 ค่าในตาราง แล้วเปิด SERP นับเอง

ความเห็นของผม (ไอซ์): ผมมองว่าเวลาดู KD บางครั้งต้องดู search volume และดูเว็บที่ติดอันดับคำนั้นอยู่ประกอบด้วย เพราะ KD เป็นแค่ตัวเลขสรุป ถ้าดู KD อย่างเดียวยังไม่พอ เราควรดู metric อื่นๆ ประกอบ เพื่อให้มั่นใจในการวิเคราะห์

Search Volume ยังใช้ได้ไหมในยุค AI Search (query fan-out)

Search volume ยังใช้ได้ แต่ควรอ่านเป็น “ขนาดของหัวข้อ” ไม่ใช่รายการคำที่ต้องเขียนทีละหน้า เพราะเมื่อคนถาม AI คำถามเดียว ระบบอาจแตกออกเป็นคำค้นย่อยหลายคำที่เครื่องมือไม่มี volume ให้ Google Search Central (หน้า AI features and your website ตรวจ 15 ต.ค. 2026) ระบุว่า AI Overviews และ AI Mode อาจใช้เทคนิค query fan-out คือค้นหลายคำที่เกี่ยวข้องข้ามหัวข้อย่อยเพื่อประกอบคำตอบ และบล็อก Google ช่วงงาน I/O 2025 บอกว่าโหมด Deep Search ค้นได้หลายร้อยครั้งต่อคำถาม

AI SEO For Dummies บทที่ 2 อธิบายว่าระบบ AI ปรับและแตกคำถามก่อนค้น ส่วนบทที่ 9 แนะนำให้วางหน้าหลักหนึ่งหน้ากับหน้าสนับสนุนหลายหน้า แล้วตั้งใจครอบคลุมคำถามย่อยจาก fan-out และ People Also Ask เราคาดว่าคำถามย่อยเหล่านี้ส่วนใหญ่มี volume เป็น 0 หรือไม่มีข้อมูล และในข้อมูลของเรา คำที่ volume 0–10 ก็ไม่มีค่า KD ถึง 94% (ขอบบน) ดูกลไกเต็มได้ที่ Query Fan-Out คืออะไร

  • ใช้ volume เลือกหัวข้อหลัก: รวม volume และ Traffic Potential ของคำในกลุ่มเดียวกันเป็นขนาดของหัวข้อ แล้วตัดสินใจระดับหน้า
  • ใช้คำถามย่อยเป็น H2 ไม่ใช่หน้าใหม่: คำถามจาก fan-out และ People Also Ask ที่ volume 0 ให้ตอบเป็นหัวข้อในหน้าหลัก ตามหลักในหน้า volume 0 ไม่ได้แปลว่าไม่มีคนค้น
  • วัดสิ่งที่เกิดขึ้นจริงแทนการเดา: ดู impression ของคำย่อยที่ volume 0 ใน Google Search Console (The Art of SEO บทที่ 4 ก็ถือว่า Search Console เป็นแหล่งคำค้นที่ดีที่สุดของเว็บตัวเอง) และอ่านตัวเลขด้วย CTR, Impression และ Average Position
  • ฝั่งคำตอบ AI ใช้ prompt แทน keyword: AI SEO For Dummies บทที่ 5 ให้เก็บรายการ prompt ที่จะติดตามพร้อมระดับความสำคัญและเจตนา ไม่ได้เลือกด้วย volume เพราะ prompt ไม่มี volume ดูวิธีสร้างชุด prompt ใน Prompt ไม่มี Search Volume จะเลือกยังไง
แผนภาพคำถามเดียวที่คนถาม AI แตกออกเป็นคำค้นย่อย 6 คำ แต่ละคำมีป้าย volume 0 หรือไม่มีข้อมูล ด้านขวาสรุปว่าให้อ่าน volume เป็นขนาดหัวข้อ ตอบคำถามย่อยเป็น H2 ในหน้าหลัก และวัดด้วย impression ใน Search Console กับชุด prompt
ใน AI Search คำถามหนึ่งข้อกลายเป็นหลายคำค้นที่ไม่มี volume ให้ดู volume จึงใช้วัดขนาดหัวข้อ ส่วนคำถามย่อยให้ตอบในหน้าหลักแล้ววัดผลจริงแทน (ภาพจำลอง ที่มา: Google Search Central AI features ตรวจ 15 ต.ค. 2026 · AI SEO For Dummies บทที่ 2 และ 9 · ข้อมูลของ The Missing Piece ต.ค. 2026)

ถ้าอยากปูพื้นงานค้นหาทั้งระบบทีละขั้นก่อน เริ่มที่ เรียน SEO ฟรีทีละขั้น

KD และ search volume เป็นแค่ขั้นหนึ่งของการเลือกคำ ส่วนภาพรวมของงานทั้งหมดอยู่ที่ SEO คืออะไร บทความนี้เขียนโดยทีม The Missing Piece นำโดย ไอซ์ ศิริพงษ์ จากเอกสารทางการของเครื่องมือแต่ละเจ้าและข้อมูลที่เราดึงเอง

อยากให้ทั้งการเลือก keyword และการวัดผลทำงานต่อเองทุกสัปดาห์ ทั้งบน Google และในคำตอบ AI: คอร์สเรียน SEO & AI Search แบบ Agentic สอนสด 2 วันด้วย Claude Code (จ. 21 – อ. 22 ธ.ค. 2026) สร้าง agent ที่วัดว่า ChatGPT กับ Gemini พูดถึงแบรนด์คุณไหม แล้วทำงานกับเว็บของคุณต่อทุกสัปดาห์

คำถามที่พบบ่อย

KD คืออะไร

KD หรือ Keyword Difficulty คือคะแนน 0–100 ที่เครื่องมือ SEO ประมาณว่าการติด 10 อันดับแรกของคำหนึ่งยากแค่ไหน ยิ่งสูงยิ่งยาก แต่ละเครื่องมือคิดคนละสูตร เช่น Ahrefs ดูแค่จำนวนเว็บที่ลิงก์มายังหน้า top 10 ส่วน Semrush รวมปัจจัยอื่นด้วย

Search volume คืออะไร

Search volume คือจำนวนครั้งที่คนค้นคำหนึ่งโดยเฉลี่ยต่อเดือน ส่วนใหญ่เป็นค่าเฉลี่ย 12 เดือนที่ปัดเลขแล้ว ใช้เทียบขนาดระหว่างคำ ไม่ใช่จำนวนคนค้นจริงของเดือนนี้

เว็บใหม่ควรเลือก KD เท่าไหร่

ไม่มีเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกเว็บ เพราะ KD ไม่ได้ดูเว็บของคุณและแต่ละเครื่องมือใช้สเกลต่างกัน ใช้ KD กรองชั้นแรก แล้วเปิด SERP นับหน้าที่มีเว็บลิงก์เข้าไม่ถึง 10 เว็บ ถ้ามีหน้าแบบนี้และเป็นหน้าประเภทเดียวกับที่คุณจะทำ เริ่มได้

ทำไมคำไทยหลายคำไม่มีค่า KD

ส่วนใหญ่เพราะคำนั้นมี volume น้อย ในข้อมูลของเรา คำ volume 0–10 ไม่มี KD ถึง 94% แต่คำตั้งแต่ 2,001 ขึ้นไปมีครบทุกคำ (Ahrefs TH ต.ค. 2026 สัดส่วนเป็นขอบบน) คำที่ไม่มี KD ให้เปิด SERP เช็กเอง

ทำไม KD และ volume ของ Ahrefs กับ Semrush ไม่เท่ากัน

เพราะใช้ข้อมูลและสูตรต่างกัน Ahrefs คิด KD จาก referring domains ของหน้า top 10 อย่างเดียว ส่วน Semrush รวม Authority Score และ SERP features ด้วย volume ก็ประมาณจากแหล่งข้อมูลต่างกัน ให้เลือกเครื่องมือเดียวเป็นฐานเทียบทั้งแผน

Traffic Potential ต่างจาก search volume ยังไง

Search volume คือจำนวนการค้นหาของคำเดียว ส่วน Traffic Potential คือ traffic ต่อเดือนที่หน้าอันดับ 1 ได้จากทุกคำที่ติด (ค่าประมาณของ Ahrefs) ใช้ volume ดูขนาดคำ ใช้ TP ดูขนาดหัวข้อ

แหล่งอ้างอิง

  • Ahrefs Help, What does KD stand for in Keywords Explorer (ลงวันที่ 3 ก.ย. 2026) · Ahrefs, Keyword Difficulty Checker (ตาราง KD กับ referring domains) · Ahrefs Blog, Keyword Difficulty (อัปเดต 15 ธ.ค. 2025) (ตรวจทั้งหมด 15 ต.ค. 2026)
  • Ahrefs Academy, Keyword and search traffic metrics (Search Volume, KD, Traffic Potential, Parent Topic) · Ahrefs Help, How accurate is the keyword search volume in Ahrefs (3 ก.ย. 2026 ข้อมูลจากผู้ขายเครื่องมือ) (ตรวจ 15 ต.ค. 2026)
  • Ahrefs Help, What is Domain Rating (DR) (ลงวันที่ 3 ก.ย. 2026 ตรวจ 15 ต.ค. 2026)
  • Semrush Knowledge Base, What is Keyword Difficulty · Semrush Blog, Keyword Difficulty (11 ธ.ค. 2024 ข้อมูลจากผู้ขายเครื่องมือ) (ตรวจ 15 ต.ค. 2026)
  • Google Ads Help, About Keyword Planner forecasts (ตรวจ 15 ต.ค. 2026)
  • Google Search Central, AI features and your website (อัปเดต 10 ธ.ค. 2025) · Google Blog, AI in Search: Going beyond information to intelligence (20 พ.ค. 2025) (ตรวจ 15 ต.ค. 2026)
  • ข้อมูลของ The Missing Piece: KD และ volume ของคำไทย 364 คำจาก Ahrefs ประเทศไทย (ดึง 2–15 ต.ค. 2026 รวบรวม 15 ต.ค. 2026) · เทียบ KD กับ referring domains ของหน้าที่ติดอันดับ 4 คำจาก Ahrefs SERP overview ประเทศไทย (15 ต.ค. 2026 คำละ 1 ครั้ง) · ทดสอบ volume 20 คำไทย Google Ads เทียบ Ahrefs (14 ต.ค. 2026 อยู่ในหน้า Google Keyword Planner) · สังเกตคำตอบ Google AI Overview และ OpenAI ผ่าน API (ChatGPT) (15 ต.ค. 2026 ครั้งเดียวต่อแพลตฟอร์ม n=1 ไม่ใช่อัตรา)
  • Nathan Gotch, AI SEO For Dummies (Wiley, 2026), บทที่ 2 (ระบบ AI ปรับและแตกคำถามก่อนค้น หรือ query fan-out) · บทที่ 5 (เก็บรายการ prompt ที่จะติดตามพร้อมความสำคัญและเจตนา) · บทที่ 9 (หน้าหลักกับหน้าสนับสนุน และใช้ fan-out กับ People Also Ask วางคำถามย่อย)
  • Eric Enge, Stephan Spencer, Jessie Stricchiola, The Art of SEO, 4th ed. (O’Reilly, 2023), บทที่ 6 (Keyword Research: จัดลำดับตามความสำคัญต่อธุรกิจก่อนความเกี่ยวข้อง ความนิยม และความยาก · ใช้ราคาคลิกแทนความยากแบบหยาบเมื่อไม่มี KD · ทบทวนแผนเป็นประจำ) · บทที่ 4 (Search Console เป็นแหล่งคำค้นที่ดีที่สุดของเว็บตัวเอง) · บทที่ 14 (ทดสอบด้วยข้อมูลของตัวเองแทนการเชื่อคำกล่าวอ้าง)

ตรวจข้อมูลล่าสุด: 15 ต.ค. 2026 · อัปเดต 15 ต.ค. 2026: เพิ่มหัวข้ออ่าน KD คู่กับ metric อื่น (volume, TP, DR, SERP features และเว็บของเราเอง) · เราจะดึง KD ของคำชุดเดิมซ้ำและเพิ่มจำนวนคำในการเทียบกับ top 10 จริง แล้วอัปเดตหน้านี้