
สรุปสั้น (TL;DR)
Long tail keyword (คีย์เวิร์ดหางยาว) คือคำค้นที่มีคนค้นน้อยต่อเดือนเมื่อเทียบกับคำหลักของหัวข้อเดียวกัน มักเจาะจงกว่าและบอกเจตนาชัดกว่า สิ่งที่ใช้วัดคือจำนวนคนค้น ไม่ใช่จำนวนคำ เว็บใหม่ใช้ long-tail เป็นทางเข้าเพราะคู่แข่งน้อยกว่า และหน้าเดียวเก็บคำยาวได้หลายคำโดยไม่ต้องเปิดหน้าใหม่ทุกคำ
- กฎ “3 คำขึ้นไป” ใช้กับคำไทยไม่ได้: ในคำค้นไทยจริง 364 คำ (Ahrefs TH, ต.ค. 2026) ความยาวกับจำนวนคนค้นสัมพันธ์กันแค่อ่อนๆ และกับความยาก (KD) ไม่มีความสัมพันธ์ที่วัดได้ เช่น “gemini ai ใช้ยังไง” มีคนค้น 7,800 ครั้ง/เดือน แต่ “helpful content” มี 0
- ระวังตัวเลข “70%”: สัดส่วน long-tail ขึ้นกับว่านับเป็น “% ของคำ” หรือ “% ของการค้นหา” ข้อมูลสหรัฐฯ ปี 2020 ชุดหนึ่งพบว่าคำที่มีคนค้นไม่เกิน 100 ครั้ง/เดือนเป็น 91.8% ของคำ แต่รวมกันได้แค่ 3.3% ของการค้นหา
- ยุค AI ทำให้คำถามยาวขึ้น: Google บอกว่าคำค้นใน AI Mode ยาวราว 2–3 เท่าของการค้นปกติ ส่วน prompt ภาษาไทยที่เราเขียนไว้ใช้ติดตามผล 780 ข้อ ยาวกว่า keyword ราว 4 เท่า (ไม่ใช่ข้อมูลการใช้งานจริงของผู้ใช้)
สารบัญ
- Long-tail Keyword คืออะไร
- Long-tail vs Short-tail keyword ต่างกันยังไง
- ต้องยาวกี่คำ คำไทยนับยังไง (ข้อมูล 364 คำ)
- ตัวอย่าง long tail keyword ภาษาไทยพร้อมตัวเลข
- “70% ของการค้นหาเป็น long-tail” จริงไหม
- ทำไมเว็บใหม่ควรเริ่มจาก long-tail
- คำที่ volume 0 ควรทำไหม
- วิธีหา long tail keyword ฟรี 6 ทาง
- แยกหน้าใหม่ หรือใส่เป็น H2 ในหน้าเดิม
- ใส่ long-tail ในบทความยังไงไม่ให้ยัดคำ
- Long-tail ในยุค AI Search
- วัดผล long-tail หลังเผยแพร่
- คำถามที่พบบ่อย
Long-tail Keyword คืออะไร
Long tail keyword คือ คำค้นที่เจาะจงและมีคนค้นน้อยต่อเดือนเมื่อเทียบกับคำหลักของหัวข้อเดียวกัน (เรียกอีกชื่อว่า long-tail keyword หรือคีย์เวิร์ดหางยาว) เช่น คำหลัก “ทำ seo” มีคนค้นราว 1,500 ครั้ง/เดือน ส่วน “วิธีทำ seo” มีราว 100 ครั้ง และ “ทำ seo เอง” ราว 10 ครั้ง (Ahrefs ฐานข้อมูลไทย ดึง ต.ค. 2026) “ทำ seo เอง” คือ long-tail ของหัวข้อ “ทำ seo” ส่วน “วิธีทำ seo” อยู่ช่วงกลาง ทั้งสองคำคนค้นน้อยกว่าและรู้ชัดกว่าว่าอยากได้อะไร ไม่ใช่เพราะมีคำมากกว่า
ตัวอย่าง long tail keyword ภาษาไทย ไล่จากช่วงกลางถึงหางยาว (คำหลักอยู่ในวงเล็บ ตัวเลขคือคนค้นต่อเดือนจาก Ahrefs ฐานข้อมูลไทย ดึง ต.ค. 2026 ตารางเต็มอยู่ในหัวข้อ ตัวอย่างพร้อมตัวเลข)
- “ทำ seo เอง” ราว 10 ครั้ง (คำหลัก “ทำ seo” 1,500 ครั้ง)
- “google trends คือ” 200 ครั้ง (ช่วงกลาง · คำหลัก “google trends” 6,500 ครั้ง)
- “วิธีใช้ google trends” Ahrefs ประเมินเป็น 0 คือน้อยมาก (คำหลัก “google trends”)
- “google keyword planner ฟรี” 70 ครั้ง (ช่วงกลาง · คำหลัก “keyword planner” 1,400 ครั้ง)
- “google keyword planner ใช้ยังไง” Ahrefs ประเมินเป็น 0 คือน้อยมาก (คำหลัก “keyword planner”)
นิยามนี้ตรงกับแหล่งที่อัปเดตล่าสุด Ahrefs (อัปเดต 27 พ.ค. 2026) วัด long-tail ด้วยจำนวนคนค้นเทียบกับคำหลัก และเรียกการนับจำนวนคำว่าเป็นความผิดพลาดใหญ่ ส่วน Semrush (3 ก.ย. 2026) มองเป็นสเปกตรัมของความเจาะจงและความต้องการค้นหา ใช้ “3 คำขึ้นไป” เป็นแค่ตัวกรองคร่าวๆ ในเครื่องมือ คนที่ควรเข้าใจเรื่องนี้คือคนที่เพิ่งเริ่ม Keyword Research คืออะไร และเจ้าของเว็บใหม่ที่ยังแข่งคำใหญ่ไม่ได้
คำว่า “long tail” (แปลว่า หางยาว) มาจากบทความของ Chris Anderson ในนิตยสาร Wired ปี 2004 ที่อธิบายว่าสินค้าขายน้อยจำนวนมากรวมกันมีค่าไม่แพ้สินค้าขายดีไม่กี่ตัว วงการ SEO ยืมภาพนี้มาใช้กับคำค้น ถ้าเรียงคำค้นจากมากไปน้อย คำใหญ่ไม่กี่คำอยู่ที่ “หัว” ส่วนคำที่คนค้นน้อยจำนวนมหาศาลเรียงยาวเป็น “หาง” ข้อควรรู้สำหรับคนไทยคือ ถ้าค้นแค่ “long tail” ใน Google ไทย ผลส่วนใหญ่เป็นเรือหางยาวกับสัตว์ ไม่ใช่เรื่อง SEO

Long-tail vs Short-tail keyword ต่างกันยังไง
Short-tail keyword (หรือ head keyword) คือคำหลักกว้างๆ ที่มีคนค้นมาก แต่เจตนาหลากหลายและแข่งยาก ส่วน long-tail keyword คือคำที่แคบลง คนค้นน้อยกว่า แต่บอกชัดว่าคนค้นอยากได้อะไร ตารางนี้ใช้ตัวอย่างจริงจากหัวข้อ Google Trends (Ahrefs TH, ต.ค. 2026) เพื่อให้เห็นว่าความต่างอยู่ที่ตัวเลขและเจตนา ไม่ได้อยู่ที่ความยาว
| Short-tail (คำหลัก) | Long-tail | |
|---|---|---|
| ตัวอย่างจริง | google trends (6,500 ครั้ง/เดือน, KD 15) | google trends คือ (200, KD 0) · วิธีใช้ google trends (Ahrefs แสดง 0) |
| จำนวนคนค้น | มาก | น้อย แต่มีจำนวนคำมหาศาล |
| เจตนา | กว้าง อาจหาเว็บ หาข่าว หรือหาความหมาย | ชัด เช่น อยากรู้ความหมาย หรืออยากรู้วิธีใช้ |
| การแข่งขัน | มักสูงกว่า | มักต่ำกว่า (แต่ไม่เสมอไป ดูหัวข้อถัดไป) |
| หน้าที่ควรตอบ | หน้าหลักของหัวข้อ | หน้าหลักเดียวกัน (เป็น H2) หรือหน้าย่อย ถ้าเจตนาต่างจริง |
บางแหล่งแบ่งเพิ่มเป็น 3 ระดับ คือ หัว กลาง (middle หรือ chunky middle) และหาง ตัวอย่างข้างบน “google trends คือ” ที่มีคนค้น 200 ครั้งก็นับเป็นช่วงกลางได้ ประเภทคีย์เวิร์ดแบบอื่น เช่น แบ่งตามเจตนา เราอธิบายไว้ใน Search Intent คืออะไร และภาพรวมทุกแกนอยู่ในบทความ Keyword Research
Long-tail ต้องยาวกี่คำ แล้วคำไทยที่ไม่เว้นวรรคนับยังไง
ไม่มีจำนวนคำที่ทำให้คำค้นกลายเป็น long-tail หน้าภาษาไทยที่ติดอันดับต้นๆ ใช้กฎต่างกันเอง ตั้งแต่ “2 คำขึ้นไป” “3 คำขึ้นไป” จนถึง “4 คำขึ้นไป” และกฎเหล่านี้มีปัญหาเพิ่มกับภาษาไทย เพราะภาษาไทยไม่เว้นวรรคระหว่างคำ เราจึงทดสอบกับคำค้นไทยจริงว่าความยาวบอกอะไรได้แค่ไหน
เรานับความยาวของคำค้น 364 คำ (คำด้าน SEO การตลาด และ AI ที่เราเก็บจาก Ahrefs ฐานข้อมูลไทย ระหว่าง 2–15 ต.ค. 2026) ด้วย 3 วิธีพร้อมกัน วิธีแรกคือตัดคำด้วยโปรแกรม PyThaiNLP (ตัวตัดคำ newmm) ซึ่งเป็นตัวเลขหลัก วิธีที่สองคือนับช่องว่างที่คนพิมพ์ และวิธีที่สามคือนับตัวอักษร ตัวอย่างเช่น “วิธีทำ seo” คนอาจนับเป็น 3 คำ แต่ตัวตัดคำนับเป็น 2 (เก็บ “วิธีทำ” เป็นหน่วยเดียว) ส่วน “คอร์สเรียน seo” ไม่มีช่องว่างระหว่าง “คอร์ส” กับ “เรียน” แต่ตัวตัดคำนับได้ 3 คำ ถ้าวิธีนับต่างกัน กฎ “3 คำ” ก็ให้คำตอบต่างกัน
| ความยาว (คำจากตัวตัดคำ) | จำนวนคำค้น | คนค้นต่อเดือน (ค่ากลาง) | ช่วงความเชื่อมั่น 95% | KD ≤ 10 (เฉพาะคำที่มีค่า KD) |
|---|---|---|---|---|
| 1 คำ | 24 | 300 | 150–800 | 70% (14 จาก 20) |
| 2 คำ | 155 | 150 | 90–200 | 55% (51 จาก 93) |
| 3 คำ | 120 | 80 | 30–100 | 59% (32 จาก 54) |
| 4 คำขึ้นไป | 65 | 60 | 20–90 | 88% (21 จาก 24) |
อ่านผลได้สามข้อ ข้อแรก ความยาวกับจำนวนคนค้นสัมพันธ์กันแบบอ่อน (ค่าสหสัมพันธ์ Spearman −0.22 จากสเกล −1 ถึง 1 ยิ่งใกล้ 0 ยิ่งไม่สัมพันธ์ ช่วงความเชื่อมั่น −0.31 ถึง −0.12) แปลว่าคำยาวมีแนวโน้มคนค้นน้อยกว่าจริง แต่มีข้อยกเว้นเยอะ ข้อสอง ความยาวกับ KD ไม่มีความสัมพันธ์ที่วัดได้ในชุดนี้ (−0.10 ช่วงความเชื่อมั่นคร่อมศูนย์) คำยาวจึงไม่ได้แปลว่าแข่งง่ายเสมอ ข้อสาม นับแบบช่องว่างหรือตัวอักษรก็ได้ภาพเดียวกัน

สิ่งที่บอกความยากได้ดีกว่าความยาวในชุดข้อมูลนี้คือภาษาของคำ คำที่มีอักษรไทยอยู่ด้วย (เช่น “seo คือ”) มี KD ไม่เกิน 10 ถึง 85% (72 จาก 85 คำ ช่วงความเชื่อมั่น 76–91%) ส่วนคำที่เป็นภาษาอังกฤษล้วน (เช่น “keyword research tool”) มีแค่ 43% (46 จาก 106 คำ ช่วง 34–53%) แต่ต้องอ่านอย่างระวัง กลุ่มภาษาอังกฤษล้วนมีชื่อเครื่องมือและคำหลักใหญ่อยู่มาก เช่น google keyword planner ตัวเลขนี้จึงสะท้อนทั้งภาษาและหัวข้อปนกัน ไม่ใช่ภาษาอย่างเดียว
ข้อยกเว้นที่หักกฎนับคำมีให้เห็นชัด คำสั้นที่แทบไม่มีคนค้น เช่น “helpful content” 0 ครั้ง “entity optimization” 0 และ “ค่า kd” 0 ขณะที่คำยาวบางคำมีคนค้นมาก เช่น “gemini ai ใช้ยังไง” 7,800 ครั้ง/เดือน (KD 0) “search engine คือ” 3,600 (KD 0) และ “google ai mode” 2,100 (KD 71) ถ้าใช้กฎนับคำ คำสั้นที่ไม่มีคนค้นจะถูกเรียกว่าคำหลัก ส่วนคำยาวที่มีคนค้นหลายพันจะถูกเรียกว่า long-tail ซึ่งผิดทั้งคู่

วิธีเก็บและข้อจำกัดของข้อมูลชุดนี้:
- คำค้น 364 คำเป็นคำที่เราเลือกตามหัวข้อของเว็บเรา (SEO การตลาด AI) ไม่ใช่ตัวอย่างสุ่มของการค้นหาภาษาไทยทั้งหมด
- จำนวนคนค้นเป็นค่าประมาณของ Ahrefs การเทียบ 20 คำของเรา (14 ต.ค. 2026) พบว่า Ahrefs กับ Google Ads ต่างกันเกิน 30% ใน 12 จาก 20 คำ
- มีค่า KD แค่ 191 จาก 364 คำ คำที่คนค้นน้อยมักไม่มีค่า KD
- ตัวตัดคำ PyThaiNLP 5.4.0 (newmm) เพิ่มคำทับศัพท์ 25 คำ เช่น คีย์เวิร์ด เว็บไซต์ ออนไลน์ เพื่อไม่ให้ถูกตัดเป็นพยางค์ จำนวนคำจึงเป็นค่าประมาณ
- ช่วงความเชื่อมั่นคิดแบบ Wilson สำหรับสัดส่วน และแบบ bootstrap (สุ่มซ้ำ 2,000 รอบ) สำหรับค่ากลางและค่าสหสัมพันธ์
ตัวอย่าง long tail keyword ภาษาไทย พร้อมตัวเลขจริง
ตัวอย่าง long-tail keyword ที่ดีที่สุดคือคำจากหัวข้อของคุณเอง ที่มีตัวเลขจริงกำกับ ตัวอย่างในหน้าภาษาไทยส่วนใหญ่เป็นคำสมมติ เช่น รองเท้าหรือกระเป๋า ตารางนี้ใช้คำค้นจริง 3 หัวข้อจาก Ahrefs ฐานข้อมูลไทย (ดึง 2–15 ต.ค. 2026) เรียงจากคำหลักไปหาคำที่เจาะจงที่สุด
| หัวข้อ | คำหลัก (หัว) | ช่วงกลาง | Long-tail |
|---|---|---|---|
| ทำ SEO | ทำ seo · 1,500 · KD 70 | วิธีทำ seo · 100 · KD 28 | ทำ seo เอง · 10 · ไม่มี KD |
| Google Trends | google trends · 6,500 · KD 15 | google trends คือ · 200 · KD 0 | วิธีใช้ google trends · 0 · ไม่มี KD |
| Keyword Planner | keyword planner · 1,400 · KD 85 | google keyword planner ฟรี · 70 · KD 0 | google keyword planner ใช้ยังไง · 0 · ไม่มี KD |
คำในหัวข้อนี้เองก็เป็นตัวอย่างที่ดี “long tail keywords” (200 ครั้ง/เดือน KD 0) “long tail keyword คือ” (150, KD 0) และ “long tail keyword” (80, KD 12) เป็นรูปคำต่างของเรื่องเดียวกัน รวมกันราว 430 ครั้ง/เดือน จึงเป็นหัวข้อเดียว ไม่ใช่คำหลักกับหางของกัน และคำที่สั้นที่สุดกลับมี KD สูงสุดในกลุ่ม เป็นอีกตัวอย่างว่าความยาวไม่ได้บอกความยาก อีกจุดที่ตารางนี้บอกคือคำในคอลัมน์ long-tail ไม่ได้ต้องมีหน้าของตัวเองทุกคำ “วิธีใช้ google trends” ตอบได้ด้วย H2 หนึ่งหัวข้อในหน้า Google Trends คืออะไร วิธีตัดสินเรื่องนี้อยู่ในหัวข้อแยกหน้าหรือใส่เป็น H2 ด้านล่าง
“70% ของการค้นหาเป็น long-tail” จริงไหม
ตัวเลข “70%” ที่ต่อกันมาในหลายบทความ เราหาต้นทางที่เป็นการวัดพร้อมวิธีเก็บข้อมูลไม่เจอ ที่มาที่ถูกอ้างบ่อยคือกราฟ “search demand curve” ที่ Moz ใช้อธิบายแนวคิด long-tail ราวปี 2009 (ข้อมูลเก่า) ซึ่งเป็นภาพอธิบายแนวคิด ไม่ใช่รายงานผลการวัด ตัวเลขที่วัดจริงขึ้นกับคำถามสำคัญข้อเดียว คือเรานับ “สัดส่วนของคำ” หรือ “สัดส่วนของการค้นหา”
- สัดส่วนของคำ: คำส่วนใหญ่มีคนค้นน้อยมาก Ahrefs (อัปเดต 27 พ.ค. 2026 ฐานข้อมูลสหรัฐฯ) พบว่าราว 93% ของคำค้นในฐานข้อมูลสหรัฐฯ มีคนค้นน้อยกว่า 10 ครั้ง/เดือน
- สัดส่วนของการค้นหา: คำเล็กจำนวนมากเหล่านั้นรวมกันได้ส่วนน้อยของการค้นหา งานของ Backlinko (1 ธ.ค. 2020 คำค้นสหรัฐฯ 306 ล้านคำ เป็นข้อมูลเก่า ใช้ดูภาพรวมเท่านั้น) พบว่าคำที่มีคนค้น 1–100 ครั้ง/เดือนเป็น 91.8% ของคำทั้งหมด แต่รวมกันได้แค่ 3.3% ของจำนวนการค้นหา
- เส้นแบ่งเปลี่ยน ตัวเลขก็เปลี่ยน: The Art of SEO ฉบับที่ 4 บทที่ 5 (2023) อ้างตัวเลขของ Ahrefs ว่า long-tail เป็นราว 95% ของคำ และรวมกันได้ราว 35% ของการค้นหา แต่ไม่ได้ระบุว่าใช้เส้นแบ่งเท่าไหร่หรือข้อมูลประเทศไหน ตัวเลขจึงต่างจากชุดบนมาก หนังสือยังบอกว่า long-tail มักยาว 4–7 คำ ซึ่งเป็นแนวโน้ม ไม่ใช่นิยาม
ดังนั้นเวลาเจอประโยค “long-tail คือ X% ของการค้นหา” ให้ถามก่อนว่าเป็น % ของอะไร ใช้เส้นแบ่งเท่าไหร่ และเป็นข้อมูลประเทศไหน สองชุดแรกเป็นข้อมูลสหรัฐฯ ส่วนชุดในหนังสือไม่ได้ระบุประเทศ และยังไม่มีตัวเลขที่เผยแพร่สำหรับการค้นหาภาษาไทย
ตัวเลขที่หาต้นทางไม่ได้ไปไกลถึงคำตอบของ AI แล้ว เมื่อเราค้นคำว่า “long tail keyword คือ” ใน Google ประเทศไทย (15 ต.ค. 2026 สังเกต 1 ครั้งบนเดสก์ท็อป ผ่านเครื่องมือเก็บข้อมูล DataForSEO) AI Overview ตอบว่า 69.7% ของคนค้นด้วยคำ 4 คำขึ้นไป โดยอ้างบล็อกภาษาไทยที่อัปเดตล่าสุดปี 2021 ซึ่งบอกว่าตัวเลขมาจาก Ahrefs แต่ไม่ได้ใส่ลิงก์ เราตามไปที่หน้า long-tail ของ Ahrefs และหน้ารวมสถิติ SEO ของ Ahrefs (2 มิ.ย. 2026) ไม่พบตัวเลขนี้ และหาต้นทางที่เป็นงานวิจัยไม่เจอ ในคำตอบเดียวกัน AI Overview อ้าง 8 แหล่ง เป็นเว็บไทยทั้งหมด ไม่มีเอกสารทางการหรืองานวิจัยเลย

คำตอบของ AI Overview เปลี่ยนได้ตลอด สิ่งที่เราเห็นเป็นการสังเกตครั้งเดียว แต่บอกบทเรียนที่ใช้ได้ทั่วไปว่า AI สรุปจากหน้าที่มีอยู่ ถ้าหน้าภาษาไทยทุกหน้าใช้นิยามนับคำและตัวเลขที่ไม่มีที่มา คำตอบ AI ก็จะเป็นแบบนั้น วิธีที่ AI Overviews เลือกแหล่ง อ่านต่อได้ที่ AI Overviews คืออะไร
ทำไมเว็บใหม่ควรเริ่มจาก long-tail keyword
เว็บใหม่ควรเริ่มจาก long-tail เพราะคำหลักใหญ่มักมีเว็บที่ทำมานานครองอยู่ ส่วนคำเจาะจงมีคู่แข่งน้อยกว่า และคนที่ค้นรู้ชัดว่าอยากได้อะไร ข้อนี้เหมาะกับเว็บที่เพิ่งเปิด เว็บธุรกิจที่มีสินค้าเฉพาะทาง และเว็บที่อยากให้ Google เข้าใจว่าเชี่ยวชาญเรื่องไหน แต่ไม่ได้แปลว่าคำยาวง่ายเสมอ ให้เช็คความยากของแต่ละคำด้วย Keyword Difficulty (KD) ก่อนตัดสินใจ
The Art of SEO บทที่ 6 อธิบายกลยุทธ์ long-tail ว่าคำที่คนค้นน้อยจำนวนมากรวมกันมีค่า ให้แตกคำหลักที่แข่งยากออกเป็นคำที่เจาะจงกว่า แล้วจัดกลุ่มตามหัวข้อเพื่อดูโอกาสรวมของทั้งกลุ่ม แทนการตัดสินคำทีละคำ แนวคิดนี้เขียนก่อนยุค AI Overviews แต่ยังใช้ได้ เพราะเป็นเรื่องการเลือกคำ ไม่ใช่เรื่องฟีเจอร์ของ Google
ตัวอย่างจากเว็บของเราเอง หน้า วิธีทำ SEO ทีละขั้น ในช่วงแรกหลังเผยแพร่ (หน้าขึ้นราว 6 ต.ค. ดูข้อมูล 1–15 ต.ค. 2026) คำค้นยาวที่เจาะจง เช่น “วิธีทำ seo ด้วยตัวเอง” อยู่ราวหน้า 4 ของ Google ขณะที่คำสั้น “ทำ seo” อยู่ราวหน้า 8–9 ข้อมูลยังน้อยมาก ทั้งหน้ามีแค่ 109 impressions (จำนวนครั้งที่หน้าเราแสดงในผลค้นหา) ยังไม่มีคลิก และคำยาวส่วนใหญ่มีแค่ 1–2 impressions ต่อคำ เราจึงใช้เป็นตัวอย่างประกอบแนวคิดเท่านั้น ไม่ใช่หลักฐาน
| กลุ่มคำค้นของหน้า /how-to-do-seo/ | จำนวนคำค้น | Impressions | ตำแหน่งเฉลี่ย (ถ่วงน้ำหนักด้วย impressions) |
|---|---|---|---|
| คำหลักสั้น (ทำ seo, ทำseo, การทำ seo) | 4 | 58 | ราว 81 |
| Long-tail (มีคำขยาย เช่น วิธี ขั้นตอน ด้วยตัวเอง ยากไหม) | 22 | 43 | ราว 52 |
คำที่เครื่องมือบอก volume 0 ควรทำไหม
คำที่เครื่องมือบอก volume 0 ยังควรทำ ถ้าเป็นคำถามที่ลูกค้าถามจริง เพราะเครื่องมือประเมินคำที่คนค้นน้อยได้ไม่แม่น และ Google Keyword Planner ไม่แสดงคำค้นบางแบบ รายละเอียดข้อจำกัดนี้อยู่ใน Google Keyword Planner คืออะไร สิ่งที่ต้องระวังคือคำ volume 0 แทบไม่มีค่า KD ให้ดู ข้อมูลของเราพบว่า 94% ของคำที่มีคนค้น 0–10 ครั้งไม่มีค่า KD (อ่านใน บทความ KD)
วิธีที่ใช้ได้จริงคือไม่เปิดหน้าใหม่ให้คำ volume 0 แต่ละคำ ให้ตอบเป็นหัวข้อย่อยหรือคำถามในหน้าหลักของหัวข้อนั้น ถ้าหลังเผยแพร่ Search Console เริ่มเห็นคำนั้นมี impressions ค่อยพิจารณาขยาย
วิธีหา long tail keyword ฟรี 6 ทาง
หา long tail keyword ได้ฟรีจาก Google เองเป็นหลัก ทั้งคำแนะนำตอนพิมพ์ คำถามบนหน้าผลค้นหา และข้อมูลคำค้นจริงของเว็บใน Search Console วิธีเหล่านี้เหมาะกับคนที่ยังไม่มีเครื่องมือเสียเงิน และใช้ได้ดีกับคำไทยที่เครื่องมือมักมีข้อมูลน้อย เรียงจากง่ายไปลึก
- Google Autocomplete (คำแนะนำตอนพิมพ์): พิมพ์คำหลักในช่องค้นหาแล้วดูคำที่ Google เติมให้ ลองเติมคำขึ้นต้นแบบไทย เช่น “วิธี” “ยังไง” “คือ” “ราคา” “ดีไหม” จะได้รูปคำที่คนไทยพิมพ์จริง
- People Also Ask และการค้นหาที่เกี่ยวข้อง: คำถามในกล่อง “ผู้คนยังถามอีกว่า” และคำท้ายหน้าผลค้นหาคือ long-tail ที่ Google เห็นว่าเกี่ยวข้อง ส่วนประกอบของหน้าผลค้นหาทั้งหมดอธิบายไว้ใน SERP คืออะไร
- Google Search Console: ถ้าเว็บมีอยู่แล้ว นี่คือแหล่งที่ดีที่สุด เพราะเป็นคำที่คนค้นแล้วเจอเว็บคุณจริง เปิดรายงาน Performance ดูแท็บ Queries แล้วกรองตามหน้า วิธีใช้ทีละขั้นอยู่ใน Google Search Console คืออะไร
- Google Keyword Planner: ใส่คำหลักแล้วดูไอเดียคำ ได้ช่วงจำนวนคนค้นคร่าวๆ แต่คำไทยที่คนค้นน้อยมักไม่แสดง
- Google Trends: ดูส่วน “คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง” โดยเฉพาะคำที่กำลังมาแรง ช่วยจับ long-tail ใหม่ที่เครื่องมืออื่นยังไม่มีข้อมูล (ดู วิธีใช้ Google Trends)
- ถาม AI แล้วเช็คกับข้อมูลจริง: ให้ ChatGPT หรือ Gemini ช่วยคิดคำถามที่ลูกค้าน่าจะถาม แล้วนำไปเช็คกับข้อ 1–5 ก่อนใช้ AI คิดคำได้เร็วแต่ไม่รู้ว่าคนค้นจริงแค่ไหน ถ้าต้องการเครื่องมือเพิ่ม ดู เครื่องมือ SEO ฟรีและเสียเงิน

จดคำที่หาได้ลงตารางเดียว มีคอลัมน์ คำ แหล่งที่เจอ จำนวนคนค้น (ถ้ามี) เจตนา และหน้าที่ควรตอบ คอลัมน์สุดท้ายสำคัญที่สุด เพราะช่วยตัดสินว่าคำนี้ต้องมีหน้าใหม่หรือเป็นแค่หัวข้อย่อย
Long-tail แต่ละคำต้องมีหน้าของตัวเองไหม หรือใส่เป็น H2 ในหน้าเดิม
Long-tail ส่วนใหญ่ไม่ต้องมีหน้าของตัวเอง The Art of SEO บทที่ 7 แนะนำให้เติมเนื้อหาในหน้าที่มีอยู่ให้ครอบคลุมคำยาว แทนการสร้างหน้าใหม่ให้ทุกรูปคำ ส่วน SEO Starter Guide ของ Google (ปรับล่าสุด 10 ธ.ค. 2025) ก็บอกว่าไม่ต้องพยายามใส่ทุกรูปแบบของคำ เพราะระบบเข้าใจคำที่ความหมายใกล้กันได้เอง การเปิดหน้าแยกให้คำที่ความหมายเดียวกันทำให้หลายหน้าแย่งคำเดียวกันเอง และไม่มีหน้าไหนแข็งพอ
| ลักษณะของคำ long-tail | ตัวอย่าง | ทำอะไร |
|---|---|---|
| ความหมายเดียวกับคำหลัก แค่สลับคำหรือสะกดต่าง | eeat seo · seo eeat · e-e-a-t seo (ราว 10–150 ครั้ง/เดือน) | อยู่ในหน้าเดิม (E-E-A-T คืออะไร) ใช้คำในเนื้อหาอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องมี H2 |
| คำถามย่อยของหัวข้อเดิม เจตนาเดียวกัน | วิธีใช้ google trends · google trends ใช้ยังไง | H2 หรือ FAQ ในหน้าหลักของหัวข้อ |
| เจตนาต่างจากหน้าหลัก ผลค้นหา 10 อันดับแรกเป็นคนละชุด | google keyword planner (หาเครื่องมือ) กับ keyword research (หาวิธีการ) | หน้าใหม่ แล้วลิงก์ถึงกันทั้งสองทาง |
| volume 0 แต่ลูกค้าถามจริง | คำถามจากฝ่ายขายหรือแชตลูกค้า | H2 หรือ FAQ ก่อน ถ้า Search Console เห็น impressions เพิ่มค่อยพิจารณาแยก |
วิธีเช็คเร็วที่สุดคือค้นทั้งคำ long-tail และคำหลักใน Google แล้วเทียบผล 10 อันดับแรก ถ้าหน้าที่ติดเป็นชุดเดียวกันเกือบทั้งหมด แปลว่า Google มองว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ให้ตอบในหน้าเดิม ถ้าผลต่างกันชัด แปลว่าเจตนาต่าง ควรมีหน้าใหม่ เครื่องมือเสียเงินบางตัว เช่น Ahrefs มีค่า parent topic ที่บอกว่าคำนั้นควรอยู่ใต้หัวข้อไหน ใช้ประกอบได้ AI SEO For Dummies บทที่ 9 ก็วางโครงคล้ายกัน คือหน้าหลัก 1 หน้าต่อหัวข้อ มีหน้าย่อยสนับสนุน และใช้ People Also Ask เป็นแหล่งคำถามย่อย

ใส่ long-tail ในบทความยังไงไม่ให้ยัดคำ
ใส่ long-tail ด้วยการตอบคำถามนั้นให้ครบ ไม่ใช่ใส่คำซ้ำ SEO Starter Guide ของ Google แนะนำให้คิดถึงคำที่คนแต่ละระดับความรู้ใช้ค้น เช่น คนทั่วไปอาจใช้คำบ้านๆ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญใช้ศัพท์เฉพาะ แต่การใส่คำค้นซ้ำๆ จนอ่านไม่เป็นธรรมชาติ (keyword stuffing) ผิดนโยบายสแปมของ Google วิธีนี้เหมาะกับทุกบทความที่มีคำถามย่อยหลายข้อ
- ตั้ง H2 เป็นคำถาม: ใช้รูปคำที่คนพิมพ์จริง เช่น “หา long tail keyword ยังไง” แล้วให้ประโยคแรกใต้หัวข้อตอบทันที
- ย่อหน้าแรกอ่านเดี่ยวได้: AI SEO For Dummies บทที่ 11 แนะนำให้ H2 ตามเจตนา และให้ย่อหน้าอ่านเข้าใจได้โดยไม่ต้องอ่านส่วนอื่น ซึ่งช่วยให้ทั้ง Google และ AI หยิบส่วนนั้นไปตอบได้
- ใช้ตารางและตัวอย่างจริง: คำถามแบบ “ต่างกันยังไง” ตอบด้วยตาราง คำถามแบบ “ทำยังไง” ตอบด้วยขั้นตอน
- ไม่ต้องยาวเกินเหตุ: AI SEO For Dummies บทที่ 22 ชี้ว่าเนื้อหายาวไม่ได้ดีกว่าเสมอ ตอบให้ครบแล้วหยุด
การวาง title และ heading อย่างละเอียดอยู่ในบทความ On-Page SEO ส่วนการเขียนบทความหนึ่งชิ้นให้ติดอันดับทั้งกระบวนการ เราจะแยกเป็นคู่มือการเขียนบทความ SEO ของตัวเอง
Long-tail ในยุค AI Search: คำถามยาวขึ้น และ AI แตกคำถามเอง
ในยุค AI Search คำค้นยาวขึ้นและเจาะจงขึ้น เราจึงมองว่า long-tail สำคัญขึ้น ไม่ได้หายไป Sundar Pichai ซีอีโอของ Google เล่าในงาน I/O (20 พ.ค. 2025) ว่าผู้ทดลองใช้ AI Mode ช่วงแรกพิมพ์คำค้นยาวราว 2–3 เท่าของการค้นปกติ และบล็อกของ Google (19 พ.ค. 2026) รายงานว่าคำค้นใน AI Mode ยาวเฉลี่ยราว 3 เท่า (ข้อมูลสหรัฐฯ) เรื่องนี้กระทบทุกเว็บที่อยากถูกพบทั้งใน Google และใน AI
เราเทียบรูปร่างคำถามภาษาไทยด้วยข้อมูลของเราเอง prompt ภาษาไทย 780 ข้อที่ The Missing Piece เขียนไว้ใช้ติดตามคำตอบ AI มีความยาวกลาง 12 คำ (ตัดคำด้วยตัวตัดคำเดียวกัน) ขณะที่ keyword 364 คำยาวกลาง 3 คำ เมื่อจับคู่ prompt 285 ข้อกับคำค้นตั้งต้นจาก Ahrefs ที่ใช้เขียน prompt นั้น prompt ยาวกว่าราว 4.0 เท่า (ช่วงความเชื่อมั่น 4.0–4.3) เช่น คำค้น “ตรวจสุขภาพ” (คนค้นราว 9,500 ครั้ง/เดือน) กลายเป็น “ตรวจสุขภาพมีแพ็กเกจแบบไหนบ้าง แต่ละแบบตรวจอะไร”
ข้อจำกัดสำคัญคือ prompt ชุดนี้เราเขียนเองให้เหมือนคำถามจริง (บางข้อปรับจาก People Also Ask) ไม่ใช่บันทึกการใช้งานของผู้ใช้จริง จึงบอกได้ว่าคำถามภาษาไทยที่ถาม AI มีรูปร่างแบบไหน แต่ไม่ได้บอกว่ามีคนถามบ่อยแค่ไหน ตัวเลข 4 เท่าของเราวัดคนละอย่างกับตัวเลขของ Google จึงไม่ควรเอามาเทียบกันตรงๆ

อีกกลไกที่ทำให้ long-tail สำคัญขึ้นคือ query fan-out เอกสาร AI features and your website ของ Google (ปรับล่าสุด 10 ธ.ค. 2025) อธิบายว่า AI Overviews และ AI Mode อาจค้นหลายคำที่เกี่ยวข้องพร้อมกันในหัวข้อย่อยต่างๆ เพื่อประกอบคำตอบ แปลว่าแม้ผู้ใช้จะพิมพ์คำถามเดียว ระบบก็ไปหาหน้าที่ตอบคำถามย่อยแต่ละข้อ หน้าที่ตอบ long-tail ไว้ชัดจึงมีโอกาสถูกหยิบ AI SEO For Dummies บทที่ 2 อธิบายกลไกนี้ไว้เช่นกัน และบทที่ 9 แนะนำให้วางแผนหัวข้อจากคำถามย่อยอย่างตั้งใจ อ่านกลไกเต็มได้ที่ Query Fan-Out คืออะไร และ Google AI Mode คืออะไร
ความเชื่อที่ควรระวังคือ “คำยาวทำให้เจอ AI Overview บ่อยกว่า” ในการเก็บหน้าผลค้นหาไทย 200 หน้าของเรา (คำค้น 100 คำ ทั้งเดสก์ท็อปและมือถือ 14–15 ต.ค. 2026) คำ 1 คำเจอ AI Overview 75% ส่วนคำ 4 คำขึ้นไปเจอ 81% ช่วงความเชื่อมั่นทับกันทั้งหมด จึงไม่มีแนวโน้มที่ชัด สิ่งที่อธิบายได้ดีกว่าคือเจตนา คำค้นเชิงหาข้อมูลเจอ AI Overview 100% ส่วนคำค้นหาร้านหรือสถานที่ใกล้ตัวเจอแค่ 18% อ่านเรื่องเจตนาต่อที่ Search Intent
คำถามแบบสนทนาที่คนพิมพ์ให้ AI มักไม่มีตัวเลขในเครื่องมือ keyword เลย Ahrefs เรียกกลุ่มนี้ว่า conversational long-tail วิธีรู้ว่าคนถาม AI เรื่องอะไรและ AI ตอบด้วยเว็บไหน คือการติดตามชุดคำถามของเราเองอย่างสม่ำเสมอ อธิบายไว้ใน Prompt Tracking คืออะไร ภาพรวมของการทำเว็บให้ถูก AI พบอยู่ใน AI SEO คืออะไร
วัดผล long-tail หลังเผยแพร่ยังไง
วัดผล long-tail ด้วยรายงาน Performance ใน Google Search Console เพราะเป็นที่เดียวที่เห็นคำค้นจริงที่พาคนมาเจอหน้าเรา รวมถึงคำที่เครื่องมือบอก volume 0 ใช้กับทุกหน้าที่เผยแพร่แล้วอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ The Art of SEO บทที่ 6 แนะนำให้ทบทวนแผนคำค้นเป็นประจำ ทุกเดือนหรือทุกไตรมาส และไม่ควรปล่อยเกินหนึ่งปี
- เปิด Performance แล้วกรองตามหน้า (Page) ที่ต้องการ
- ดูแท็บ Queries ทั้งหมด ไม่ใช่แค่คำหลัก จะเห็นว่าหน้าเดียวได้คำค้นมากี่คำ
- แยกคำหลักกับคำที่มีคำขยาย (วิธี ยังไง คือ ราคา) แล้วเทียบตำแหน่งเฉลี่ยและ impressions ของแต่ละกลุ่ม แบบตารางของหน้า /how-to-do-seo/ ข้างบน
- หาคำที่ได้ impressions แต่หน้าเรายังไม่ได้ตอบตรงๆ แล้วเพิ่มเป็น H2 หรือ FAQ
- บันทึกวันที่แก้ แล้วกลับมาดูอีกครั้งหลัง 2–4 สัปดาห์
อย่าตัดสินจากคำเดียวที่มี impressions แค่ 1–2 ครั้ง ตำแหน่งของคำแบบนี้แกว่งมาก ให้ดูเป็นกลุ่มและดูแนวโน้ม ถ้าอยากเรียน SEO ทีละขั้นต่อจากนี้ เริ่มได้ที่ เรียน SEO ฟรีทีละขั้น หรือถ้าอยากลงมือทำเป็นระบบทั้ง Google และ AI ดู คอร์สเรียน SEO & AI Search
บทความนี้เขียนโดยทีม The Missing Piece จากเอกสารทางการของ Google งานวิจัยที่ระบุวิธีเก็บข้อมูล และข้อมูลคำค้นภาษาไทยที่เราเก็บและวิเคราะห์เอง
คำถามที่พบบ่อย
Long tail keyword คืออะไร
Long tail keyword คือคำค้นที่เจาะจงและมีคนค้นน้อยเมื่อเทียบกับคำหลักของหัวข้อเดียวกัน เช่น “ทำ seo เอง” (ราว 10 ครั้ง/เดือน) เทียบกับคำหลัก “ทำ seo” (ราว 1,500 ครั้ง/เดือน) ตัดสินจากจำนวนคนค้น ไม่ใช่จำนวนคำ
“long tail” แปลว่าอะไร
“Long tail” แปลว่าหางยาว ในงาน SEO หมายถึงคำค้นจำนวนมากที่แต่ละคำมีคนค้นน้อย เมื่อเรียงคำค้นจากมากไปน้อยจะเห็นเป็นหางยาว คำนี้มาจากบทความของ Chris Anderson ในนิตยสาร Wired ปี 2004
Long tail keyword ต้องมีกี่คำ
ไม่มีจำนวนคำที่กำหนด long-tail วัดที่จำนวนคนค้นเทียบกับคำหลักของหัวข้อ ในคำค้นไทย 364 คำที่เราวิเคราะห์ ความยาวกับจำนวนคนค้นสัมพันธ์กันแค่อ่อนๆ และคำไทยที่ไม่เว้นวรรคก็นับคำได้หลายแบบ
Long-tail กับ short tail keyword ต่างกันยังไง
Short-tail คือคำหลักกว้างๆ ที่มีคนค้นมากและแข่งยาก long-tail คือคำที่เจาะจงกว่า คนค้นน้อยกว่า และเจตนาชัดกว่า เช่น “google trends” (6,500 ครั้ง/เดือน) กับ “google trends คือ” (200 ครั้ง)
หา long tail keyword ฟรีได้จากไหน
เริ่มจาก Google เอง ได้แก่ คำแนะนำตอนพิมพ์ (Autocomplete) กล่อง People Also Ask การค้นหาที่เกี่ยวข้อง Google Trends และ Keyword Planner ถ้าเว็บมีอยู่แล้ว แหล่งที่ดีที่สุดคือแท็บ Queries ใน Google Search Console เพราะเป็นคำที่คนค้นแล้วเจอเว็บคุณจริง
ยุค AI ยังต้องทำ long-tail keyword อยู่ไหม
ยังต้องทำ และสำคัญขึ้น เพราะคำถามที่คนพิมพ์ใน AI Mode ยาวขึ้นราว 2–3 เท่าตามที่ Google รายงาน และ AI แตกคำถามเป็นคำค้นย่อยหลายคำแล้วหาหน้ามาตอบแต่ละคำ หน้าที่ตอบคำถามย่อยชัดเจนจึงมีโอกาสถูกหยิบไปตอบ
แหล่งอ้างอิง
- Google Search Central, SEO Starter Guide (last updated 2025-12-10: คิดถึงคำที่คนแต่ละระดับความรู้ใช้ค้น, ไม่ต้องใส่ทุกรูปแบบของคำ, keyword stuffing ผิดนโยบายสแปม)
- Google Search Central, AI features and your website (last updated 2025-12-10: AI Overviews และ AI Mode อาจใช้ query fan-out ค้นหลายคำที่เกี่ยวข้อง, ไม่มีการปรับแต่งพิเศษสำหรับ AI)
- Google, Expanding AI Overviews and introducing AI Mode (Robby Stein, 5 มี.ค. 2025: อธิบาย query fan-out)
- Google, Google I/O 2025 keynote (Sundar Pichai, 20 พ.ค. 2025: ผู้ทดลองใช้ AI Mode ช่วงแรกพิมพ์คำค้นยาวราว 2–3 เท่า)
- Google, How AI Mode is changing the way people search in the U.S. (Shivani Mohan, 19 พ.ค. 2026: คำค้นใน AI Mode ยาวเฉลี่ยราว 3 เท่า ข้อมูลสหรัฐฯ)
- Ahrefs, Long-tail Keywords: What They Are and How to Get Search Traffic From Them (Tim Soulo, อัปเดต 27 พ.ค. 2026: นิยามด้วยจำนวนคนค้นไม่ใช่จำนวนคำ, ราว 93% ของคำมีคนค้นน้อยกว่า 10 ครั้ง/เดือน ฐานข้อมูลสหรัฐฯ, conversational long-tail)
- Ahrefs, SEO Statistics (2 มิ.ย. 2026: ตรวจแล้วไม่พบตัวเลข 69.7%)
- Semrush, Long-tail keywords: the ultimate guide (Carlos Silva, 3 ก.ย. 2026: นิยามตามความเจาะจงและความต้องการค้นหา)
- Backlinko, We Analyzed 306 Million Keywords (อัปเดต 1 ธ.ค. 2020 ข้อมูลเก่า ใช้ดูภาพรวม: 91.8% ของคำมีคนค้น 1–100 ครั้ง/เดือน รวม 3.3% ของการค้นหา สหรัฐฯ)
- Chris Anderson, The Long Tail (Wired, ต.ค. 2004: ที่มาของคำ)
- ข้อมูลของ The Missing Piece: คำค้นไทย 364 คำจาก Ahrefs ฐานข้อมูลไทย (2–15 ต.ค. 2026) ตัดคำด้วย PyThaiNLP 5.4.0 newmm · หน้าผลค้นหาไทย 200 หน้า (คำค้น 100 คำ เดสก์ท็อปและมือถือ เก็บผ่าน DataForSEO 14–15 ต.ค. 2026) · prompt ภาษาไทย 780 ข้อที่เราเขียนไว้ใช้ติดตามคำตอบ AI (ไม่ใช่บันทึกผู้ใช้) จับคู่กับคำค้นตั้งต้น 285 คู่ · Google Search Console หน้า /how-to-do-seo/ 1–15 ต.ค. 2026 (109 impressions) · การสังเกต AI Overview คำ “long tail keyword คือ” 1 ครั้ง 15 ต.ค. 2026
- Nathan Gotch, AI SEO For Dummies (Wiley, 2026), บทที่ 2 (AI ปรับและแตกคำถาม) · บทที่ 9 (วางแผนหัวข้อ หน้าหลักและหน้าย่อย ใช้ People Also Ask) · บทที่ 11 (H2 ตามเจตนา ย่อหน้าอ่านเดี่ยวได้) · บทที่ 22 (เนื้อหายาวไม่ได้ดีกว่าเสมอ)
- Eric Enge, Stephan Spencer, Jessie Stricchiola, The Art of SEO, 4th ed. (O’Reilly, 2023), บทที่ 5 (long tail ของการค้นหา สัดส่วนคำเทียบสัดส่วนการค้นหา) · บทที่ 6 (กลยุทธ์ long-tail จัดกลุ่มคำ ทบทวนแผนรายเดือนหรือรายไตรมาส) · บทที่ 7 (ไม่ต้องสร้างหน้าใหม่ให้ทุกรูปคำ เติมหน้าเดิมแทน) · เขียนก่อนยุค AI Overviews เราจึงใช้คู่กับเอกสาร Google ปี 2025–2026