The Missing Piece
ตรวจเว็บฟรี

Nofollow vs Dofollow คืออะไร ต่างกันยังไง ลิงก์แบบไหนต้องใส่ rel อะไร (2026)

Nofollow คือค่า rel ที่บอก Google ว่าเจ้าของเว็บไม่รับรองหน้าปลายทาง ส่วน dofollow ไม่ใช่ค่าจริง แต่คือลิงก์ปกติที่ไม่ได้ใส่ nofollow, sponsored หรือ ugc บทความนี้แยกผล 3 เรื่องของ nofollow ตามเอกสาร Google พร้อมตารางตัดสินใจว่าลิงก์ affiliate รีวิว KOL ข่าวแจก และคอมเมนต์ต้องใส่ rel อะไร วิธีเช็ก 5 วิธี และข้อมูลไทยเบื้องต้นจากหน้า 1 Google

ศิริพงษ์ กลิ่นขจร

เผยแพร่ 15 ต.ค. 2026 ·

อัปเดตล่าสุด 15 ต.ค. 2026

ปกบทความ Nofollow vs Dofollow คืออะไร ต่างกันยังไง ลิงก์แบบไหนต้องใส่ rel อะไร 2026
Nofollow vs Dofollow คืออะไร ต่างกันยังไง ลิงก์แบบไหนต้องใส่ rel อะไร 2026

สรุปสั้น (TL;DR)

Nofollow คือค่าหนึ่งของแอตทริบิวต์ rel ในลิงก์ ที่บอก Google ว่าเจ้าของเว็บไม่ได้รับรองหน้าปลายทาง ส่วน dofollow ไม่ใช่ค่าที่มีอยู่จริง คำนี้หมายถึงลิงก์ปกติที่ไม่ได้ใส่ nofollow, sponsored หรือ ugc ตั้งแต่ปี 2019 Google ถือค่าเหล่านี้เป็น “คำใบ้” ไม่ใช่คำสั่ง และกำหนดให้ลิงก์ที่ได้เงินหรือได้ของแลกต้องติด rel=”sponsored” หรือ “nofollow”

  • ผลมี 3 เรื่องแยกกัน: อันดับ (เป็นคำใบ้ตั้งแต่ 10 ก.ย. 2019) การเก็บหน้าและเพิ่มเข้าดัชนี (เป็นคำใบ้ตั้งแต่ 1 มี.ค. 2020) และนโยบายสแปม (ลิงก์จ่ายเงินที่ไม่ติดป้ายเข้าข่าย link spam ตามนโยบายที่ปรับล่าสุด 28 ส.ค. 2026)
  • ข้อมูลของเรา (ผลเบื้องต้น 15 ต.ค. 2026): หน้าภาษาไทย 26 หน้าที่ติดหน้า 1 ในคำค้นสาย SEO ไม่มีหน้าไหนใช้ rel=”sponsored” หรือ “ugc” กับลิงก์ออกเลย (0 จาก 26, ช่วงความเชื่อมั่น 95% อยู่ที่ 0–12.9%) และลิงก์อ้างอิงในเนื้อหา 21 จาก 22 ลิงก์ไม่มี nofollow
  • ไม่มีสัดส่วน dofollow ต่อ nofollow ที่ “ธรรมชาติ”: Google ไม่เคยให้ตัวเลข และใน backlink ของ 2 เว็บไทยที่เราดู สัดส่วน nofollow แกว่งตั้งแต่ 17.5% ถึง 69.3% ขึ้นกับเว็บและขึ้นกับว่านับลิงก์สแปมที่น่าจะมาจากคนอื่นด้วยหรือไม่

Nofollow คืออะไร แล้ว Dofollow คืออะไร

Nofollow คือค่าที่ใส่ในแอตทริบิวต์ rel ของลิงก์ (ส่วนในโค้ดที่บอกความสัมพันธ์ระหว่างหน้าเรากับหน้าปลายทาง) เพื่อบอก Google ว่าเราลิงก์ไปก็จริง แต่ไม่ได้รับรองหน้านั้น และไม่ได้ตั้งใจส่งเครดิตอันดับไปให้ คนที่ต้องรู้เรื่องนี้คือทุกคนที่ใส่ลิงก์ออกจากเว็บตัวเอง หรือได้ลิงก์จากเว็บอื่น เช่น เจ้าของเว็บ บล็อกเกอร์ที่มีลิงก์ affiliate ทีม PR และคนทำ Backlink ค่า nofollow มีมาตั้งแต่ปี 2005 เพื่อสู้สแปมในคอมเมนต์ ตามที่ Google เล่าไว้ในบล็อก Evolving “nofollow” (10 ก.ย. 2019)

Dofollow ไม่ใช่ค่าที่มีอยู่จริงในเอกสารของ Google คำนี้เป็นภาษาพูดในวงการ หมายถึงลิงก์ปกติที่ไม่ได้ใส่ nofollow, sponsored หรือ ugc ลิงก์ทุกลิงก์จึงเป็น “dofollow” ไปเองตั้งแต่ต้น ถ้าไม่มีใครใส่ค่าอื่น หน้าตาในโค้ดต่างกันแค่นี้

<!-- ลิงก์ปกติ (ที่คนเรียกว่า dofollow) ไม่ต้องใส่ rel -->
<a href="https://example.com/guide/">คู่มือฉบับเต็ม</a>

<!-- ลิงก์ nofollow -->
<a href="https://example.com/" rel="nofollow">เว็บตัวอย่าง</a>
แผนภาพแยกส่วนโค้ดลิงก์สองบรรทัด บรรทัดบนเป็นแท็ก a ที่มีแค่ href ไปที่ example.com ป้ายกำกับว่าลิงก์ปกติ ที่คนเรียกว่า dofollow ไม่ต้องใส่อะไร บรรทัดล่างเป็นแท็ก a ที่มี href และ rel เท่ากับ nofollow ไฮไลต์ส่วน rel ไว้ ป้ายกำกับว่าคำใบ้ถึง Google ว่าไม่รับรองหน้าปลายทาง มุมขวามีป้ายขีดฆ่าว่า rel dofollow ไม่มีอยู่จริง
ลิงก์ nofollow ต่างจากลิงก์ปกติแค่ค่า rel ส่วนคำว่า dofollow หมายถึงลิงก์ที่ไม่ได้ใส่ค่าอะไรเลย ไม่ใช่ค่าที่ต้องพิมพ์ลงไป (ภาพจำลอง ใช้ example.com · ที่มา: Google Search Central, Qualify your outbound links last updated 2025-12-10)

ต้องใส่ rel=”dofollow” ไหม

ไม่ต้อง และใส่ไปก็ไม่มีผล เอกสาร Qualify your outbound links to Google (last updated 2025-12-10) มีแค่ 3 ค่าที่ Google รู้จัก คือ sponsored, ugc และ nofollow รายงาน Web Almanac 2025 ของ HTTP Archive (เผยแพร่ 15 ม.ค. 2026) พบค่า dofollow บนหน้าเว็บทั่วโลกแค่ 0.3% (เดสก์ท็อป) และ 0.4% (มือถือ) และค่า follow 0.4% ทั้งสองแบบ โดยรายงานระบุว่าค่าเหล่านี้ไม่มีผลในทางปฏิบัติ ถ้าเจอในเว็บตัวเอง ไม่ต้องรีบลบ แต่ไม่ต้องเพิ่ม

อีกเรื่องที่มักสับสนกันคือ rel กับ Anchor Text (ข้อความที่คลิกได้ของลิงก์) เป็นคนละส่วนของลิงก์ rel บอกความสัมพันธ์ ส่วน anchor บอกว่าปลายทางเกี่ยวกับอะไร ตารางสรุปค่า rel ทั้ง 4 แบบสำหรับคนเริ่มต้นอยู่ใน dofollow, nofollow, sponsored, ugc ต่างกันยังไง บทความนี้ลงลึกต่อว่าแต่ละค่ามีผลอะไร และงานแต่ละแบบต้องใช้ค่าไหน

Google ทำอะไรกับลิงก์ nofollow: แยก 3 เรื่องที่มักถูกรวมเป็นเรื่องเดียว

ลิงก์ nofollow มีผล 3 เรื่องที่แยกกัน คือ ผลต่ออันดับ ผลต่อการเก็บหน้า (crawl) และเพิ่มเข้าดัชนี (index) และผลด้านนโยบายสแปม หน้าภาษาไทยส่วนใหญ่ที่ติดอันดับรวมทั้งสามเรื่องเป็นประโยคเดียวว่า “ไม่ส่งพลัง” ซึ่งทำให้ตัดสินใจผิดได้ง่าย การแยกให้ออกช่วยทั้งคนที่ให้ลิงก์และคนที่ได้ลิงก์

เรื่องGoogle ทำอะไรตั้งแต่เมื่อไหร่แปลว่าอะไรในงานจริง
1. อันดับถือ nofollow, sponsored และ ugc เป็นคำใบ้ (hint) ว่าลิงก์ไหนควรนับหรือไม่นับ แต่บอกว่าในกรณีส่วนใหญ่ จะปฏิบัติแบบเดิม คือโดยทั่วไปไม่นับเพื่อจัดอันดับ10 ก.ย. 2019อย่าคาดหวังว่าลิงก์ nofollow จะดันอันดับ แต่ก็ไม่ได้แปลว่า Google มองไม่เห็นลิงก์นั้นเลย
2. การเก็บหน้าและดัชนีnofollow เป็นคำใบ้สำหรับการ crawl และ index ด้วย หน้าปลายทางอาจถูกพบและเก็บจากทางอื่นอยู่ดี1 มี.ค. 2020ใช้ nofollow กันหน้าไม่ให้ติด Google ไม่ได้ ต้องใช้ noindex บนหน้านั้น (robots.txt กันแค่การ crawl ไม่กันการติดดัชนี)
3. นโยบายสแปมลิงก์ที่ได้เงิน ได้ของ หรือเป็นโฆษณา ไม่ผิดนโยบายถ้าติด rel=”sponsored” หรือ “nofollow”นโยบายฉบับปัจจุบัน last updated 2026-08-28เรื่องนี้ไม่ใช่คำใบ้ ถ้ามีผลประโยชน์แลกลิงก์แต่ไม่ติดป้าย เสี่ยงโดนทั้งระบบอัตโนมัติและ manual action (บทลงโทษที่ทีม Google สั่งเอง)
ผลของ nofollow 3 เรื่อง สองเรื่องแรกเป็นคำใบ้ที่ Google ตัดสินใจเอง เรื่องที่สามเป็นกติกาที่เจ้าของเว็บต้องทำตาม (ที่มา: Google Search Central Blog, Evolving “nofollow” 10 ก.ย. 2019 · Qualify your outbound links last updated 2025-12-10 · Spam policies last updated 2026-08-28)

ทำไม Google เปลี่ยนจาก “ไม่นับเลย” มาเป็นคำใบ้ บล็อก Evolving “nofollow” ให้เหตุผลว่าลิงก์มีข้อมูลที่มีประโยชน์ เช่น คำในลิงก์ที่อธิบายหน้าปลายทาง และการดูลิงก์ทั้งหมดช่วยให้จับรูปแบบลิงก์ที่ผิดธรรมชาติได้ดีขึ้น โพสต์เดียวกันบอกด้วยว่าไม่ต้องแก้ลิงก์ nofollow เดิมที่มีอยู่ และการใช้ nofollow เพื่อกันหน้าไม่ให้เข้าดัชนี “ไม่เคยเป็นวิธีที่แนะนำ” ตั้งแต่แรก

ประโยค “ในกรณีส่วนใหญ่ยังไม่นับเพื่ออันดับ” เป็นคำอธิบายจากโพสต์ของพนักงาน Google ปี 2019 ไม่ใช่สูตรที่ตรวจสอบได้ The Art of SEO บทที่ 14 แนะนำให้อ่านคำพูดแบบนี้อย่างระวัง เราจึงสรุปแค่ว่า Google มีสิทธิ์เลือกเองว่าจะใช้ลิงก์ nofollow หรือไม่ และไม่ควรวางแผนโดยหวังว่าลิงก์ nofollow จะช่วยอันดับ

แผนภาพสามช่องเรียงแนวนอน ช่องแรกชื่ออันดับ เขียนว่าคำใบ้ตั้งแต่ 10 กันยายน 2019 โดยทั่วไปไม่นับ ช่องที่สองชื่อการเก็บหน้าและดัชนี เขียนว่าคำใบ้ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2020 หน้าปลายทางอาจถูกเก็บจากทางอื่น ใช้ noindex ถ้าไม่อยากให้ติด Google ช่องที่สามชื่อนโยบายสแปม เขียนว่ากติกา ลิงก์ที่ได้เงินหรือได้ของต้องติด sponsored หรือ nofollow ด้านบนมีเส้นเวลาเล็ก 2005 เริ่มใช้ nofollow 2019 เพิ่ม sponsored และ ugc 2020 crawl เป็นคำใบ้
สองช่องแรกเป็นคำใบ้ที่ Google ตัดสินใจเอง ช่องที่สามเป็นกติกาที่ผู้ให้ลิงก์ต้องทำ หน้าที่บอกว่า nofollow “ไม่ส่งพลัง” ตอบแค่ช่องแรก (ภาพจำลอง · ที่มา: Google Search Central Blog 10 ก.ย. 2019 · Spam policies last updated 2026-08-28)

nofollow vs sponsored vs ugc ต่างกันยังไง ใส่หลายค่าได้ไหม

sponsored ใช้กับลิงก์ที่มีผลประโยชน์ ugc ใช้กับลิงก์ที่ผู้ใช้โพสต์เอง ส่วน nofollow ใช้เมื่อสองค่าแรกไม่ตรง แต่เราไม่อยากรับรองหน้าปลายทาง Google เพิ่ม sponsored และ ugc เมื่อ 10 ก.ย. 2019 (nofollow มีมาตั้งแต่ปี 2005) และทุกค่าใช้ได้กับทุกเว็บโดยไม่ต้องตั้งค่าอะไรเพิ่ม ข้อสำคัญคือใส่หลายค่าพร้อมกันได้ คั่นด้วยเว้นวรรคหรือจุลภาค

ค่า relใช้กับGoogle ว่าไว้ตัวอย่าง
sponsoredโฆษณา พื้นที่ที่จ่ายเงิน สปอนเซอร์ affiliate หรือข้อตกลงที่มีค่าตอบแทนเป็นค่าที่ Google แนะนำสำหรับลิงก์จ่ายเงิน (nofollow ยังใช้แทนได้)rel="sponsored"
ugcลิงก์ในเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้าง เช่น คอมเมนต์ กระทู้ รีวิวจากผู้ใช้แนะนำให้ติด ugc กับลิงก์ในคอมเมนต์และโพสต์ในฟอรัมrel="ugc"
nofollowกรณีอื่นที่ไม่อยากให้ Google เชื่อมเว็บเรากับหน้าปลายทางใช้เมื่อค่าอื่นไม่ตรง และใช้เฉพาะเมื่อไม่ไว้ใจแหล่งนั้น ไม่ใช่กับทุกลิงก์ออกrel="nofollow"
ผสม: ugc + nofollowคอมเมนต์และกระทู้ อยากให้บริการที่ยังไม่รู้จัก ugc เข้าใจด้วยGoogle บอกว่าใส่ nofollow คู่กับค่าใหม่ได้เพื่อรองรับระบบเก่าrel="ugc nofollow" (WordPress ใช้แบบนี้กับคอมเมนต์)
ผสม: ugc + sponsoredผู้ใช้โพสต์ลิงก์ที่ได้ค่าตอบแทน เช่น สมาชิกโพสต์โปรโมชันแบบเสียเงินในเว็บบอร์ดGoogle ยกตัวอย่างค่านี้ว่าใช้ได้rel="ugc sponsored"
3 ค่า rel ที่ Google รู้จัก และค่าผสมที่ใช้บ่อย ทุกค่าเป็นคำใบ้ด้านอันดับ แต่สำหรับลิงก์ที่มีผลประโยชน์ การติด sponsored หรือ nofollow เป็นกติกา (ที่มา: Google Search Central, Qualify your outbound links last updated 2025-12-10 · Evolving “nofollow” 10 ก.ย. 2019 · Link best practices last updated 2025-12-10)

ถ้าใส่ค่าผิดจะเกิดอะไรขึ้น ในคำถามท้ายบล็อกปี 2019 Google ตอบว่าไม่มีค่าไหน “ผิด” ยกเว้นลิงก์ที่จ่ายเงิน ถ้าเผลอติด sponsored ให้ลิงก์คอมเมนต์หรือลิงก์ปกติ ผลที่หนักที่สุดคือ Google อาจไม่นับลิงก์นั้นเป็นเครดิตให้ปลายทาง ซึ่งก็เหมือนลิงก์ nofollow ทั่วไป แต่ทางกลับกันเป็นปัญหา ลิงก์ที่เป็นโฆษณาหรือสปอนเซอร์ชัดเจนต้องติด sponsored หรือ nofollow เสมอ และ Google ชอบ sponsored มากกว่า

การ์ดสามคอลัมน์ คอลัมน์ sponsored ไอคอนป้ายราคา ใช้กับโฆษณา affiliate สปอนเซอร์ คอลัมน์ ugc ไอคอนกล่องข้อความ ใช้กับคอมเมนต์ กระทู้ รีวิวจากผู้ใช้ คอลัมน์ nofollow ไอคอนเครื่องหมายคำถาม ใช้เมื่อไม่ไว้ใจหน้าปลายทาง ด้านล่างแถบค่าผสม ugc nofollow และ ugc sponsored พร้อมป้ายว่าใส่หลายค่าได้ คั่นด้วยเว้นวรรค และป้ายเตือนว่าค่าที่ห้ามพลาดคือลิงก์ที่จ่ายเงิน
เลือกค่าตามความสัมพันธ์ของลิงก์ ไม่ใช่ตามว่าอยากส่งพลังหรือไม่ จุดเดียวที่ใส่ผิดแล้วมีความเสี่ยงคือลิงก์ที่มีผลประโยชน์แต่ไม่ติดป้าย (ภาพจำลอง · ที่มา: Google Search Central, Qualify your outbound links last updated 2025-12-10 · Evolving “nofollow” 10 ก.ย. 2019)

ลิงก์แบบไหนต้องใส่ rel อะไร: ตารางตัดสินใจสำหรับงานจริงในไทย

หลักตัดสินใจสั้นที่สุดคือ ถ้ามีเงิน ของ หรือผลประโยชน์แลกกับลิงก์ ให้ใช้ sponsored ถ้าผู้ใช้เป็นคนโพสต์ ให้ใช้ ugc ถ้าเราลิงก์ไปเพราะอยากให้ผู้อ่านไปดูแหล่งที่เราเชื่อ ไม่ต้องใส่อะไร หลักนี้ใช้ได้ทั้งคนที่เป็นเจ้าของเว็บ บล็อกเกอร์ KOL และทีม PR ที่ต้องคุยเรื่องลิงก์กับสื่อ ตารางนี้แปลงเอกสารของ Google เป็นสถานการณ์ที่เจอบ่อยในไทย ทุกแถวบอกว่าอิงเอกสารไหน แถวที่เป็นแนวทางของเราเองระบุไว้ชัด

สถานการณ์ใส่ relเหตุผลและที่มา
อ้างแหล่งข้อมูล งานวิจัย หรือเอกสารทางการที่เราเชื่อถือไม่ต้องใส่Link best practices บอกให้ใช้ nofollow เฉพาะเมื่อไม่ไว้ใจแหล่ง และลิงก์ออกไปยังแหล่งอ้างอิงช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ
ลิงก์ affiliate เช่น ลิงก์นายหน้าจากแพลตฟอร์มขายของออนไลน์อย่าง Shopee หรือ LazadasponsoredGoogle ขอให้เว็บที่ร่วมโปรแกรม affiliate ติด sponsored ไม่ว่าลิงก์จะสร้างเองหรือสร้างอัตโนมัติ (บล็อก Google 26 ก.ค. 2021) และค่า sponsored ครอบคลุม “ข้อตกลงที่มีค่าตอบแทน” (บล็อก 2019)
รีวิวที่แบรนด์ส่งสินค้าหรือบริการให้ฟรี หรือ KOL และอินฟลูเอนเซอร์ที่ได้ค่าจ้างsponsoredนโยบายสแปมยกตัวอย่าง “ส่งสินค้าให้แลกกับการเขียนถึงพร้อมใส่ลิงก์” และ “แลกสินค้าหรือบริการกับลิงก์” เป็น link spam ถ้าไม่ติดป้าย
บทความสปอนเซอร์ advertorial หรือแบนเนอร์บนสื่อsponsoredนโยบายสแปมนับ advertorial (บทความโฆษณาที่หน้าตาเหมือนบทความปกติ) ที่ได้เงินแล้วลิงก์ส่งเครดิตเป็น link spam ส่วนโฆษณาที่ติดป้ายแล้วไม่ผิด
Guest post ที่มีค่าตอบแทนหรือแลกเปลี่ยนกันsponsoredบล็อก Google 2021 ขอให้ติด rel ที่ถูกกับ sponsored post และ guest post · วิธีทำ guest post ให้ถูกกติกาอยู่ใน Guest post ทำยังไงไม่ผิดกติกา
ข่าวประชาสัมพันธ์ที่ส่งให้หลายสื่อลงพร้อมกันลงแบบจ่ายเงิน = sponsored · ลิงก์ในข่าวใช้ชื่อแบรนด์หรือ URL ไม่ปั้นคีย์เวิร์ดนโยบายสแปมยกตัวอย่างลิงก์ที่ปั้น anchor เป็นคีย์เวิร์ดในข่าวประชาสัมพันธ์ที่กระจายไปเว็บอื่นเป็น link spam (การไม่ปั้นคีย์เวิร์ดเป็นแนวทางของเราตามตัวอย่างนี้)
คอมเมนต์ เว็บบอร์ด รีวิวจากผู้ใช้ในเว็บของเราugc (หรือ ugc nofollow)Qualify your outbound links แนะนำ ugc สำหรับคอมเมนต์และโพสต์ในฟอรัม · WordPress ใส่ nofollow ugc ให้คอมเมนต์อยู่แล้ว
ลิงก์ไปพาร์ทเนอร์หรือลูกค้าที่ทำงานด้วยจริง เพื่อให้ผู้อ่านรู้ไม่ต้องใส่ แต่ถ้าการลิงก์เป็นเงื่อนไขในสัญญา ต้องเปิดให้อีกฝ่ายติด sponsored หรือ nofollow ได้นโยบายสแปมนับ “แลกลิงก์เกินพอดี หรือหน้าพาร์ทเนอร์ที่ทำเพื่อลิงก์ข้ามกัน” และ “บังคับลิงก์ในสัญญาโดยไม่ให้อีกฝ่ายเลือกติดป้าย” เป็น link spam (การไม่ใส่ rel กับพาร์ทเนอร์จริงเป็นแนวทางของเรา)
ต้องลิงก์ไปเว็บที่ไม่ไว้ใจ เช่น ยกตัวอย่างเว็บหลอกลวงให้ผู้อ่านดูnofollowQualify your outbound links ให้ใช้ nofollow เมื่อไม่อยากให้ Google เชื่อมเว็บเรากับหน้านั้น
ลิงก์ไปหน้าอื่นในเว็บตัวเองไม่ต้องใส่ถ้าไม่อยากให้หน้าในเว็บขึ้นผลค้นหา ให้ใช้ noindex บนหน้านั้น ไม่ใช่ nofollow · รายละเอียดใน ควรใส่ nofollow ให้ลิงก์ภายในไหม
ค่า rel สำหรับ 10 สถานการณ์ที่เจอบ่อยในไทย แถวที่มีเงินหรือของแลกเปลี่ยนเป็นกติกาตามนโยบาย Google ส่วนแถวที่ไม่ต้องใส่เป็นการใช้ลิงก์ตามปกติ (ที่มา: Google Search Central, Spam policies last updated 2026-08-28 · Qualify your outbound links และ Link best practices last updated 2025-12-10 · Google Search Central Blog 26 ก.ค. 2021 · WordPress 5.3 · แนวทางของ The Missing Piece ในแถวที่ระบุ)
ผังตัดสินใจสามคำถาม คำถามแรก มีเงิน ของ หรือผลประโยชน์แลกกับลิงก์ไหม ถ้าใช่ ไปที่กล่อง sponsored คำถามที่สอง ผู้ใช้เป็นคนโพสต์ลิงก์เองไหม ถ้าใช่ ไปที่กล่อง ugc หรือ ugc nofollow คำถามที่สาม เราไว้ใจและอยากให้ผู้อ่านไปดูหน้าปลายทางไหม ถ้าใช่ ไปที่กล่องไม่ต้องใส่ rel ถ้าไม่ ไปที่กล่อง nofollow ด้านข้างมีกล่องเล็ก ลิงก์ภายในเว็บตัวเอง ไม่ต้องใส่
ถามสามข้อตามลำดับแล้วจะได้ค่า rel ที่ถูก คำถามแรกสำคัญที่สุด เพราะเป็นข้อเดียวที่เกี่ยวกับนโยบายสแปม (ภาพจำลอง · ที่มา: Google Search Central, Qualify your outbound links last updated 2025-12-10 · Spam policies last updated 2026-08-28)

ข้อควรระวังเวลาคุยเรื่องลิงก์กับสื่อและอินฟลูเอนเซอร์

  • อย่าขอลิงก์ที่ไม่มี rel ในงานที่จ่ายเงิน: ข้อเสนอแบบ “ลงบทความพร้อม dofollow backlink” คือการซื้อลิงก์ที่ส่งเครดิต ซึ่งตรงกับตัวอย่าง link spam ในนโยบายของ Google ทั้งฝั่งคนซื้อและคนขาย
  • แยกค่าตอบแทนออกจากลิงก์: งานรีวิวหรือ PR ที่ดีวัดผลจากคนอ่านและยอดขาย ลิงก์ sponsored ยังพาคนเข้าเว็บได้ตามปกติ
  • เขียนเรื่อง rel ลงในบรีฟหรือสัญญา: บอกให้ชัดว่าลิงก์ในงานที่มีค่าตอบแทนติด sponsored เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายต้องเดา และไม่เข้าข่าย “บังคับลิงก์ในสัญญาโดยไม่ให้เลือกติดป้าย”

ใส่ nofollow ใน WordPress: ค่าเริ่มต้นที่ควรรู้

WordPress ใส่ nofollow ให้ลิงก์ในคอมเมนต์อยู่แล้ว ตั้งแต่เวอร์ชัน 5.3 ลิงก์ในคอมเมนต์และช่องเว็บไซต์ของผู้คอมเมนต์จะได้ rel="nofollow ugc" เป็นค่าเริ่มต้น (WordPress Core 3 ต.ค. 2019) ส่วนลิงก์ที่เราใส่ในบทความเอง ถ้าไม่ได้ตั้งค่าอะไรเพิ่ม จะเป็นลิงก์ปกติ

  1. ใส่ทีละลิงก์: เปิดบล็อกที่มีลิงก์ในโหมดแก้เป็น HTML แล้วเติม rel="sponsored" หรือค่าที่ต้องการในแท็ก a
  2. ระวังสวิตช์ “nofollow ลิงก์ออกทั้งเว็บ”: ปลั๊กอิน SEO บางตัวมีตัวเลือกนี้ เช่น Rank Math มีตัวเลือก NoFollow External Links ซึ่งคู่มือของ Rank Mathเองแนะนำให้เปิดเฉพาะเมื่อลิงก์ออกทั้งหมดในเว็บเป็นลิงก์ affiliate หรือ sponsored
  3. ระบุเป็นรายโดเมน: ถ้าเว็บมีลิงก์ affiliate จากโดเมนกลุ่มเดียว เปิดสวิตช์คู่กับรายการ NoFollow Domains แล้วลิงก์จะถูก nofollow เฉพาะโดเมนในรายการ (รายการนี้ทำงานเฉพาะเมื่อเปิดสวิตช์) ลิงก์อ้างอิงอื่นจะได้ยังเป็นลิงก์ปกติ

เหตุผลที่ไม่ควรเปิด nofollow ทุกลิงก์ออกแบบเหมารวม คือ Link best practices ของ Google (last updated 2025-12-10) บอกให้ใช้ nofollow เฉพาะเมื่อไม่ไว้ใจแหล่ง ไม่ใช่กับทุกลิงก์ออก และบอกว่าการลิงก์ไปแหล่งที่อ้างอิงช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ถ้าสงสัยว่าเว็บตัวเองติดค่าอะไรไว้ ให้เช็กตามวิธีในหัวข้อถัดไป

ภาพจำลองโค้ด HTML ของหน้าบทความ WordPress บนเว็บ example.com สองส่วน ส่วนบนเป็นลิงก์ในเนื้อหาบทความ ไม่มี rel ป้ายว่าลิงก์ที่ผู้เขียนใส่เอง ส่วนล่างเป็นคอมเมนต์ใต้บทความ ลิงก์ชื่อผู้คอมเมนต์มี rel เท่ากับ nofollow ugc ไฮไลต์ไว้ ป้ายว่าค่าเริ่มต้นตั้งแต่ WordPress 5.3
ใน WordPress ลิงก์ในคอมเมนต์ได้ nofollow ugc อัตโนมัติ ส่วนลิงก์ในบทความเป็นลิงก์ปกติจนกว่าเราจะใส่ค่าเอง (ภาพจำลอง ไม่ใช่หน้าจอจริง ใช้ example.com · ที่มา: WordPress Core make blog 3 ต.ค. 2019)

เช็ค nofollow ยังไง: 5 วิธี ตั้งแต่ลิงก์เดียวถึงทั้งเว็บ

วิธีเช็ค nofollow ที่เร็วที่สุดคือคลิกขวาที่ลิงก์แล้วเลือก “ตรวจสอบ” (Inspect) ในเบราว์เซอร์ แล้วดูค่า rel ในแท็ก a วิธีนี้พอสำหรับคนที่เพิ่งได้ลิงก์จากเว็บอื่นและอยากรู้ว่าเป็นแบบไหน ส่วนคนที่ต้องเช็กทั้งเว็บหรือลิงก์ที่ JavaScript ใส่ภายหลัง ต้องใช้วิธีที่ 3–4

  1. ตรวจสอบองค์ประกอบ (DevTools): คลิกขวาที่ลิงก์ เลือก “ตรวจสอบ” แท็ก a จะถูกไฮไลต์ ดูว่ามี rel อะไร ถ้าไม่มี rel แปลว่าเป็นลิงก์ปกติ วิธีนี้อ่านหน้าหลังจาก JavaScript ทำงานแล้ว
  2. ดูซอร์สหน้า (view-source): กด Ctrl+U (Windows) หรือ Cmd+Option+U (Mac) แล้วกด Ctrl+F ค้นโดเมนปลายทางหรือคำว่า rel= บนมือถือ Chrome ใช้พิมพ์ view-source: หน้า URL ได้ วิธีนี้เห็น HTML ที่เซิร์ฟเวอร์ส่งมาก่อน JavaScript ทำงาน
  3. URL Inspection ใน Search Console (เฉพาะเว็บของเรา): ตรวจ URL ของหน้าในเว็บเรา เลือกทดสอบแบบสด (Test live URL) แล้วเปิดดูหน้าที่ทดสอบ (View tested page) แท็บ HTML คือหน้าที่ Google เรนเดอร์แล้ว เอกสาร Link best practices แนะนำวิธีนี้เพื่อเช็กว่าข้อความลิงก์ที่ JavaScript ใส่อยู่ใน HTML ที่เรนเดอร์แล้ว และใช้ดูค่า rel ได้ด้วยวิธีเดียวกัน
  4. โปรแกรม crawl ทั้งเว็บ: โปรแกรมที่ไล่อ่านทุกหน้าของเว็บ (ดูตัวอย่างใน SEO Tools ฟรีและเสียเงิน) ส่วนใหญ่ export รายการลิงก์ออกพร้อมคอลัมน์ rel ได้ ใช้ตรวจว่ามีลิงก์ affiliate ที่ลืมติด sponsored หรือลิงก์อ้างอิงที่ถูก nofollow โดยไม่ตั้งใจ เป็นส่วนหนึ่งของ SEO Audit
  5. ส่วนขยายเบราว์เซอร์: ส่วนขยายที่ไฮไลต์ลิงก์ nofollow บนหน้าเว็บช่วยดูเร็ว แต่ให้ติดตั้งจากผู้พัฒนาที่เชื่อถือได้ และยืนยันด้วยวิธีที่ 1 หรือ 2 ก่อนรายงาน เพราะส่วนขยายแต่ละตัวอ่านหน้าไม่เหมือนกัน
ภาพจำลองหน้าต่างเครื่องมือนักพัฒนาของเบราว์เซอร์ ด้านซ้ายเป็นหน้าบทความบน example.org ที่มีลิงก์หนึ่งถูกไฮไลต์ ด้านขวาเป็นแผง Elements แสดงแท็ก a ที่มี href ไปที่ example.com และ rel เท่ากับ sponsored วงกรอบสีน้ำเงินรอบส่วน rel มีลูกศรชี้และป้ายว่าดูค่าตรงนี้ ถ้าไม่มี rel คือลิงก์ปกติ
คลิกขวาที่ลิงก์แล้วเลือกตรวจสอบ ค่า rel อยู่ในแท็ก a ที่ถูกไฮไลต์ ถ้าไม่มีคำว่า rel เลยคือลิงก์ปกติ (ภาพจำลอง ไม่ใช่หน้าจอจริง ใช้ example.com และ example.org)

อย่าใช้รายงาน Links ใน Search Console เช็ก nofollow หน้าช่วยเหลือของ รายงาน Links เขียนไว้ว่ารายงานไม่ได้ระบุว่าลิงก์ไหนติด nofollow รายงานเป็นแค่ตัวอย่างบางส่วนของลิงก์ และตารางแสดงได้สูงสุด 1,000 แถว รายงานนี้ใช้ดูว่าใครลิงก์มาหาเราเป็นภาพรวม (วิธีใช้อยู่ใน วิธีใช้ Google Search Console) ถ้าต้องการรู้ค่า rel ของลิงก์ที่ชี้เข้าเว็บ ให้เปิดหน้าต้นทางแล้วเช็กด้วยวิธีที่ 1–2 หรือดูคอลัมน์ nofollow ในเครื่องมือ backlink ของบริษัทภายนอก ซึ่งเป็นข้อมูลจากดัชนีของเครื่องมือนั้น ไม่ใช่ของ Google

แผนภาพเทียบสองกล่อง กล่องซ้ายชื่อ HTML ที่เซิร์ฟเวอร์ส่งมา ดูด้วย view-source มีแค่ปุ่มว่าง ไม่มีลิงก์ กล่องขวาชื่อ HTML หลังเรนเดอร์ ดูด้วย URL Inspection หรือ DevTools มีแท็ก a href ไปที่ example.com พร้อม rel เท่ากับ sponsored ที่ JavaScript ใส่เข้ามา ลูกศรจากซ้ายไปขวาเขียนว่า JavaScript ทำงาน ด้านล่างป้ายว่าลิงก์ที่ JavaScript ใส่ ต้องเช็กในหน้าที่เรนเดอร์แล้ว
ลิงก์บางแบบ เช่น ลิงก์ affiliate ที่ปลั๊กอินใส่ทีหลัง ไม่อยู่ในซอร์สหน้า ต้องเช็กใน HTML ที่เรนเดอร์แล้ว ซึ่ง URL Inspection แสดงตามที่ Google เห็น (ภาพจำลอง ใช้ example.com · ที่มา: Google Search Central, Link best practices last updated 2025-12-10)

nofollow บนลิงก์ กับ nofollow ทั้งหน้า (meta robots)

nofollow มี 2 ระดับ ระดับลิงก์คือ rel="nofollow" บนแท็ก a ทีละลิงก์ ส่วนระดับหน้าคือคำสั่ง nofollow ในแท็ก meta robots หรือใน HTTP header ชื่อ X-Robots-Tag ซึ่งมีผลกับทุกลิงก์ในหน้านั้น หน้าภาษาไทยที่ติดอันดับบางหน้าเอาสองเรื่องนี้มาปนกัน เลยควรแยกให้ชัดก่อนเลือกใช้ เอกสาร Robots meta tag ของ Google (last updated 2026-03-24) อธิบายคำสั่งระดับหน้าว่า “ไม่ตามลิงก์ในหน้านี้”

<!-- ระดับลิงก์: มีผลกับลิงก์นี้ลิงก์เดียว -->
<a href="https://example.com/" rel="nofollow">เว็บตัวอย่าง</a>

<!-- ระดับหน้า: อยู่ใน <head> มีผลกับทุกลิงก์ในหน้า -->
<meta name="robots" content="nofollow">

<!-- ระดับหน้า สำหรับไฟล์ที่ไม่ใช่ HTML เช่น PDF: ส่งเป็น HTTP header -->
X-Robots-Tag: nofollow

งานส่วนใหญ่ใช้แค่ระดับลิงก์ nofollow ทั้งหน้าเหมาะกับกรณีเฉพาะ เช่น หน้าที่รวมลิงก์ที่ผู้ใช้ส่งมาโดยยังไม่ได้ตรวจทั้งหน้า ในข้อมูลของเรา หน้าไทย 26 หน้าที่ติดหน้า 1 ไม่มีหน้าไหนใช้ meta robots nofollow เลย อย่าสับสนกับ noindex ซึ่งเป็นคำสั่งคนละตัว ใช้เมื่อไม่อยากให้หน้านั้นแสดงใน Google เอกสารเดียวกันระบุด้วยว่าเสิร์ชเอนจินอื่นอาจตีความคำสั่งเหล่านี้ต่างจาก Google

แผนภาพสองระดับ ระดับบนชื่อทั้งหน้า แสดงหน้าเว็บที่มีแท็ก meta robots nofollow ในส่วนหัว ลิงก์ทุกลิงก์ในหน้าเป็นเส้นประ ระดับล่างชื่อทีละลิงก์ แสดงหน้าเว็บที่มีลิงก์สามลิงก์ ลิงก์เดียวมี rel nofollow เป็นเส้นประ อีกสองลิงก์เป็นเส้นทึบ ด้านข้างมีกล่องเล็กว่า X-Robots-Tag สำหรับไฟล์ PDF และป้ายว่า noindex เป็นคนละคำสั่ง
meta robots nofollow มีผลกับทุกลิงก์ในหน้า ส่วน rel nofollow มีผลทีละลิงก์ งานส่วนใหญ่ใช้แค่ระดับลิงก์ (ภาพจำลอง · ที่มา: Google Search Central, Robots meta tag last updated 2026-03-24 · Qualify your outbound links last updated 2025-12-10)

noopener และ noreferrer ไม่ใช่ nofollow

noopener และ noreferrer เป็นค่า rel ที่เบราว์เซอร์อ่าน ไม่ได้เกี่ยวกับการบอก Google ว่ารับรองลิงก์หรือไม่ หลายเว็บใส่สองค่านี้ให้ลิงก์ที่เปิดแท็บใหม่อัตโนมัติ คนที่เปิดโค้ดแล้วเห็น rel=”noopener” จึงมักเข้าใจผิดว่าลิงก์นั้นเป็น nofollow ตามคำอธิบายของ MDN (เอกสารมาตรฐานเว็บของ Mozilla) สองค่านี้ทำงานแบบนี้

  • noopener: เปิดหน้าปลายทางโดยไม่ให้หน้านั้นเข้าถึงหน้าต้นทางผ่าน window.opener เป็นเรื่องความปลอดภัย
  • noreferrer: ไม่ส่งข้อมูลว่าคนกดมาจากหน้าไหน (Referer header) และทำงานเหมือนมี noopener ด้วย ผลข้างเคียงคือเว็บปลายทางอาจมองไม่เห็นว่าคนอ่านมาจากเว็บเรา ระบบวิเคราะห์ของเขาอาจนับเป็นการเข้าตรง

ในข้อมูลของเรา ลิงก์อ้างอิงในเนื้อหาของหน้าไทยที่ติดหน้า 1 จำนวน 16 จาก 22 ลิงก์ (72.7%) มีแค่ noopener หรือ noreferrer โดยไม่มี nofollow ลิงก์เหล่านี้จึงเป็นลิงก์ปกติในสายตา Google ส่วนระดับโลก Web Almanac 2025 พบ noopener บน 41.8% ของหน้าเดสก์ท็อป มากกว่า nofollow (30.8%) ถ้าคุณให้ลิงก์กับพาร์ทเนอร์และอยากให้เขาเห็นว่าคนอ่านมาจากคุณ ให้เลี่ยง noreferrer

ตารางการ์ดสามแถว แถว nofollow ผู้อ่านคือ Google ทำหน้าที่บอกว่าไม่รับรองหน้าปลายทาง แถว noopener ผู้อ่านคือเบราว์เซอร์ ทำหน้าที่กันหน้าปลายทางเข้าถึงหน้าต้นทาง แถว noreferrer ผู้อ่านคือเบราว์เซอร์ ทำหน้าที่ไม่ส่งข้อมูลหน้าต้นทาง ปลายทางอาจนับเป็นการเข้าตรง ด้านล่างมีตัวเลข 16 จาก 22 ลิงก์อ้างอิงในหน้าไทยหน้า 1 มีแค่ noopener ไม่มี nofollow
nofollow เป็นคำใบ้ถึง Google ส่วน noopener และ noreferrer เป็นคำสั่งถึงเบราว์เซอร์ ลิงก์ที่มีแค่สองค่านี้ยังเป็นลิงก์ปกติ (ภาพจำลอง · ที่มา: MDN Web Docs rel noopener และ noreferrer · ข้อมูลของ The Missing Piece 15 ต.ค. 2026 ผลเบื้องต้น n = 22 ลิงก์)

ข้อมูลไทย: หน้าที่สอน SEO ใช้ rel จริงแค่ไหน (ผลเบื้องต้น)

หน้าภาษาไทยที่ติดหน้า 1 ในคำค้นสาย SEO ลิงก์ไปแหล่งอ้างอิงแบบลิงก์ปกติเกือบทั้งหมด และไม่พบ sponsored หรือ ugc เลย The Missing Piece เก็บข้อมูลวันที่ 15 ต.ค. 2026 โดยดึงผลค้นหา Google ประเทศไทย (เดสก์ท็อป) ของ 4 คำ คือ nofollow คือ · dofollow คือ · backlink คือ · off page seo คือ เลือกหน้าภาษาไทยทั้งผล organic และหน้าที่ AI Overview อ้าง แล้วอ่าน HTML หน้าละ 1 ครั้งโดยไม่รัน JavaScript ได้ 26 หน้าจาก 21 โดเมน ตัดโซเชียลและวิดีโอออก ข้อมูลชุดนี้เป็นผลเบื้องต้น n เล็ก จึงใส่ช่วงความเชื่อมั่นไว้ทุกตัว และไม่เปิดเผยชื่อเว็บ

ตัวชี้วัดผล95% CI
หน้าที่มีลิงก์ออก rel=”sponsored” หรือ “ugc” อย่างน้อย 1 ลิงก์0 จาก 26 หน้า0–12.9%
หน้าที่ใส่ meta robots nofollow ทั้งหน้า0 จาก 26 หน้า0–12.9%
ลิงก์ออกทั้งหมดใน HTML (รวมเมนู footer และไอคอนโซเชียล)275 ลิงก์: ไม่มี rel 232 · nofollow 43 (อยู่ใน 10 หน้า ส่วนใหญ่เป็นไอคอนโซเชียลและ footer) · sponsored 0 · ugc 0–
ลิงก์อ้างอิงในเนื้อหาที่ไม่มี nofollow21 จาก 22 ลิงก์ (95.5%) ใน 13 หน้า78.2–99.2%
ลิงก์อ้างอิงที่มีแค่ noopener หรือ noreferrer16 จาก 22 ลิงก์ (72.7%)51.8–86.8%
หน้าที่สอนเรื่อง nofollow (11 หน้า) ที่ลิงก์ไปเอกสาร Google Search Central1 จาก 11 หน้า1.6–37.7%
…ที่บอกว่า nofollow เป็นคำใบ้ (hint)3 จาก 11 หน้า9.7–56.6%
…ที่บอกตรงๆ ว่าไม่มีค่า rel=”dofollow”2 จาก 11 หน้า5.1–47.7%
…ที่ให้ “สัดส่วน dofollow ต่อ nofollow ที่เหมาะสม” โดยไม่มีแหล่ง4 จาก 11 หน้า15.2–64.6%
ค่า rel บนลิงก์ออกของหน้าภาษาไทยที่ติดหน้า 1 ใน 4 คำค้นสาย SEO (26 หน้า 21 โดเมน) ผลเบื้องต้น ช่วงความเชื่อมั่นใช้วิธี Wilson 95% ลิงก์กระจุกอยู่ในบางหน้า ช่วงระดับลิงก์จึงแคบกว่าความเป็นจริง (ที่มา: ข้อมูลของ The Missing Piece 15 ต.ค. 2026)
แผนภาพจุดพร้อมเส้นช่วงความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ ห้าแถว หน้าที่ใช้ sponsored หรือ ugc 0 จาก 26 ช่วง 0 ถึง 12.9 ลิงก์อ้างอิงที่ไม่มี nofollow 21 จาก 22 ช่วง 78.2 ถึง 99.2 ลิงก์อ้างอิงที่มีแค่ noopener หรือ noreferrer 16 จาก 22 ช่วง 51.8 ถึง 86.8 หน้าสอน nofollow ที่ลิงก์เอกสาร Google 1 จาก 11 ช่วง 1.6 ถึง 37.7 หน้าสอน nofollow ที่ให้สัดส่วนโดยไม่มีแหล่ง 4 จาก 11 ช่วง 15.2 ถึง 64.6 มุมขวาบนป้ายผลเบื้องต้น
หน้าไทยที่ติดหน้า 1 ลิงก์ไปแหล่งอ้างอิงแบบลิงก์ปกติเกือบทั้งหมด ไม่ใช้ sponsored หรือ ugc เลย และหน้าที่สอนเรื่องนี้ส่วนน้อยอ้างเอกสาร Google (ผลเบื้องต้น · ที่มา: ข้อมูลของ The Missing Piece 15 ต.ค. 2026 · n = 26 หน้า 22 ลิงก์อ้างอิง และ 11 หน้าที่สอนเรื่อง nofollow · Wilson 95% CI)

อ่านผลได้สามข้อ ข้อแรก การลิงก์ไปแหล่งอ้างอิงแบบลิงก์ปกติเป็นเรื่องธรรมดาของเว็บที่ติดอันดับ ซึ่งตรงกับที่ Google แนะนำว่าไม่ต้อง nofollow ทุกลิงก์ออก ข้อสอง การไม่พบ sponsored เลยอาจแปลได้สองทาง คือหน้าเหล่านี้ไม่มีลิงก์ที่มีผลประโยชน์ หรือมีแต่ไม่ได้ติดป้าย ข้อมูลชุดนี้แยกสองกรณีไม่ได้ ข้อสาม หน้าที่สอนเรื่อง nofollow ส่วนใหญ่ไม่อ้างเอกสาร Google และ 4 ใน 11 หน้าให้ตัวเลขสัดส่วนที่ไม่มีแหล่ง ซึ่งเราแก้ไว้ใน หัวข้อความเชื่อผิด

ภาพระดับโลกไปทางเดียวกัน Web Almanac 2025 ของ HTTP Archive (เผยแพร่ 15 ม.ค. 2026 อัปเดต 9 มิ.ย. 2026) พบ rel=”nofollow” บน 30.8% ของหน้าเดสก์ท็อป และ 32.3% ของหน้ามือถือ แต่ ugc อยู่ที่ 0.6% และ 0.5% และ sponsored อยู่ที่ 0.5% ทั้งสองแบบ ค่าที่ Google แนะนำสำหรับลิงก์จ่ายเงินจึงยังใช้กันน้อยมากทั้งในไทยและทั่วโลก

ข้อจำกัดของข้อมูลชุดนี้:

  • เป็นผลเบื้องต้นจาก 26 หน้า 21 โดเมน ที่เลือกจากผลค้นหาสาย SEO 4 คำ ไม่ใช่ตัวแทนเว็บไทยทั้งหมด
  • อ่าน HTML ครั้งเดียวโดยไม่รัน JavaScript ลิงก์ที่ JavaScript ใส่ภายหลังจะไม่ถูกนับ และขอบเขต “ในเนื้อหา” ใช้หลักคร่าวๆ คือส่วนระหว่างหัวเรื่องหลักกับ footer
  • แฟล็กเนื้อหาของ 11 หน้าที่สอนเรื่อง nofollow จับด้วยคำค้นในข้อความ แล้วอ่านซ้ำด้วยตาเฉพาะข้อที่ใช้ในบทความ
  • เป็นข้อมูลเชิงบรรยาย ไม่ได้บอกผลต่ออันดับ

ความเชื่อผิดเรื่อง nofollow และ dofollow ที่ยังเจอในไทย

ความเชื่อผิดเรื่อง nofollow ที่เจอบ่อยที่สุดคือ “ต้องมีสัดส่วน dofollow ต่อ nofollow ที่ธรรมชาติ” และ “nofollow ไม่มีผลอะไรเลย” ทั้งสองข้อยังอยู่ในหน้าไทยที่ติดอันดับ และ AI Overview ภาษาไทยของคำ “nofollow คือ” ที่เราเห็นเมื่อ 15 ต.ค. 2026 (สังเกต 1 ครั้ง) ก็บอกว่าควรผสม dofollow กับ nofollow เพื่อไม่ให้โดนลงโทษ โดยไม่มีแหล่งจาก Google ตารางนี้รวมความเชื่อที่พบพร้อมหลักฐานที่ใช้แก้

ความเชื่อความจริงและหลักฐาน
backlink ควรเป็น dofollow 70% และ nofollow 30% (หรือ 60–80%) ถึงจะดูธรรมชาติและไม่โดนลงโทษไม่มีตัวเลขนี้ในเอกสาร Google และใน backlink ของ 2 เว็บไทยที่เราดู สัดส่วน nofollow แกว่งตั้งแต่ 17.5% ถึง 69.3% ขึ้นกับเว็บและขึ้นกับว่านับลิงก์สแปมด้วยหรือไม่ (ดูกราฟด้านล่าง)
nofollow ไม่มีผลอะไรเลย ลิงก์ nofollow ไร้ค่าตั้งแต่ 10 ก.ย. 2019 Google ถือ nofollow เป็นคำใบ้ และลิงก์จากที่ที่มีคนอ่านจริงยังพาคนเข้าเว็บได้ แม้ Google บอกว่าโดยทั่วไปยังไม่นับเพื่ออันดับ
ใส่ nofollow แล้ว Google จะไม่ไปที่หน้าปลายทางตั้งแต่ 1 มี.ค. 2020 nofollow เป็นแค่คำใบ้สำหรับการ crawl หน้าปลายทางอาจถูกพบจากทางอื่น ถ้าไม่อยากให้หน้าติด Google ต้องใช้ noindex
ต้องใส่ rel=”dofollow” ให้ลิงก์ที่อยากส่งพลังไม่มีค่านี้ใน Google Web Almanac 2025 พบบนหน้าเว็บไม่ถึง 0.5% และระบุว่าไม่มีผลในทางปฏิบัติ
ใส่ nofollow ให้ลิงก์ภายในเพื่อเก็บ PageRank (คะแนนจากลิงก์ที่ Google ใช้) ไว้ที่หน้าสำคัญGoogle ให้ใช้ robots.txt กันการ crawl หน้าในเว็บตัวเอง และใช้ noindex ถ้าไม่อยากให้หน้าติดผลค้นหา ไม่ใช่ nofollow (ดู nofollow กับลิงก์ภายใน)
nofollow ทุกลิงก์ออกไว้ก่อน ปลอดภัยที่สุดLink best practices บอกให้ใช้ nofollow เฉพาะเมื่อไม่ไว้ใจแหล่ง ไม่ใช่กับทุกลิงก์ออก และลิงก์ไปแหล่งอ้างอิงช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ
ใส่ sponsored ผิดลิงก์ จะโดน Google ลงโทษGoogle ตอบว่าไม่มีค่าไหนผิด ยกเว้นลิงก์ที่จ่ายเงิน ความเสี่ยงอยู่ที่ทางกลับกัน คือลิงก์ที่มีผลประโยชน์แต่ไม่ติดป้าย
7 ความเชื่อผิดเรื่อง nofollow และ dofollow กับหลักฐานที่ใช้แก้ ความเชื่อข้อแรกพบใน AI Overview ที่สังเกต 1 ครั้ง ไม่ใช่สถิติ (ที่มา: Google Search Central Blog 10 ก.ย. 2019 · Qualify your outbound links และ Link best practices last updated 2025-12-10 · Web Almanac 2025 · ข้อมูลของ The Missing Piece 15 ต.ค. 2026)

ข้อแรกควรอธิบายเพิ่ม สัดส่วน nofollow ใน backlink ของเว็บหนึ่งขึ้นกับว่าใครลิงก์มาจากไหน ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าของเว็บตั้งเป้าได้ เว็บที่ถูกยิงลิงก์สแปมจำนวนมากจะมีสัดส่วนเปลี่ยนไปเองทั้งที่ไม่ได้ทำอะไร เราดูข้อมูล backlink ของ 2 เว็บไทยที่ติดหน้า 1 (ดัชนี DataForSEO 15 ต.ค. 2026 นับจาก anchor 100 อันดับแรกตามจำนวนโดเมนที่ลิงก์มา) แล้วคำนวณสองแบบ แบบนับทุก anchor และแบบตัด anchor ที่เป็นสแปมออก

กราฟแท่งคู่สองกลุ่ม กลุ่มแรกเว็บสื่อและการศึกษา SEO ไทย สัดส่วน nofollow นับทุก anchor 39.8 เปอร์เซ็นต์ ตัด anchor สแปมออก 30.9 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มที่สองบล็อกเอเจนซีไทย นับทุก anchor 69.3 เปอร์เซ็นต์ ตัด anchor สแปมออก 17.5 เปอร์เซ็นต์ มีเส้นประแนวนอนที่ 30 เปอร์เซ็นต์ ป้ายว่าตัวเลข 70 ต่อ 30 ที่มักอ้าง ไม่มีแหล่งจาก Google
สัดส่วน nofollow ของเว็บเดียวกันเปลี่ยนจาก 69.3% เป็น 17.5% แค่ตัดลิงก์สแปมที่น่าจะมาจากคนอื่นออก ตัวเลข “สัดส่วนธรรมชาติ” ตัวเดียวจึงไม่มีจริง (ข้อมูลเชิงบรรยาย ไม่มีช่วงความเชื่อมั่น · น้ำหนักตามจำนวนโดเมนต่อ anchor โดเมนเดียวนับซ้ำได้ · ดัชนี DataForSEO ไม่ใช่ Google · ที่มา: ข้อมูลของ The Missing Piece 15 ต.ค. 2026)

ตัวเลข Web Almanac ที่ว่า nofollow อยู่บนราว 31–32% ของหน้าเว็บ ก็ไม่ใช่ “สัดส่วนที่ควรมี” เพราะวัดว่ามีหน้ากี่หน้าที่มีลิงก์ nofollow อย่างน้อย 1 ลิงก์ ไม่ได้วัดสัดส่วน backlink ของเว็บใด สิ่งที่ควรดูแทนคือ backlink มาจากเว็บที่เกี่ยวข้องและมีคนอ่านจริงไหม และมีลิงก์ที่ได้มาจากการจ่ายเงินแต่ไม่ติดป้ายหรือเปล่า วิธีอ่านคุณภาพ backlink อยู่ใน Backlink แบบไหนดี ส่วน Ahrefs ระบุว่าลิงก์ nofollow ไม่ช่วยเพิ่ม DR (คะแนนความแข็งแรงของลิงก์ของ Ahrefs) ดูรายละเอียดใน Domain Authority และ Domain Rating คืออะไร

การ์ดเจ็ดแถว แต่ละแถวมีความเชื่อผิดทางซ้ายขีดฆ่าเบาๆ และความจริงทางขวา dofollow 70 ต่อ 30 คู่กับ Google ไม่มีตัวเลข สัดส่วนแกว่ง 17.5 ถึง 69.3 เปอร์เซ็นต์ nofollow ไร้ค่า คู่กับ คำใบ้ตั้งแต่ 2019 ยังพาคนเข้าเว็บ nofollow กันไม่ให้เก็บหน้า คู่กับ ใช้ noindex ใส่ rel dofollow คู่กับ ไม่มีค่านี้ nofollow ลิงก์ภายใน คู่กับ ใช้ noindex บนหน้า nofollow ทุกลิงก์ออก คู่กับ เฉพาะเมื่อไม่ไว้ใจแหล่ง ใส่ sponsored ผิดโดนลงโทษ คู่กับ เสี่ยงเฉพาะลิงก์จ่ายเงินที่ไม่ติดป้าย
ทุกความเชื่อผิดมีหลักฐานแก้จากเอกสาร Google หรือข้อมูลที่เราเก็บเอง (การ์ดสรุปข้อความ ไม่ใช่ภาพหน้าจอ · ที่มา: Google Search Central · Web Almanac 2025 · ข้อมูลของ The Missing Piece 15 ต.ค. 2026 ผลเบื้องต้น)

Nofollow ในยุค AI Search: สิ่งที่รู้ และสิ่งที่ยังไม่รู้

ในยุค AI Search ลิงก์ nofollow จากที่ที่คนอ่านจริงน่าจะยังมีค่า เพราะสิ่งที่ AI ใช้เลือกแบรนด์ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ลิงก์ที่ส่งเครดิต คนที่ทำ PR หรือได้ลิงก์จากสื่อ เว็บรีวิว และหน้ารวมรายชื่อ ควรประเมินลิงก์จากคนอ่านและการถูกพูดถึง ไม่ใช่จาก rel อย่างเดียว แต่ต้องแยกให้ชัดว่าอะไรมีหลักฐาน และอะไรยังไม่มี

  • สิ่งที่มีหลักฐาน: งานของ Ahrefs (พ.ค. 2025, 75,000 แบรนด์) พบว่าการถูกพูดถึงชื่อแบรนด์บนเว็บสัมพันธ์กับการโผล่ใน AI Overviews ที่ 0.664 ชัดกว่าจำนวน backlink (0.218) ทั้งหมดเป็นค่าสหสัมพันธ์ ไม่ได้พิสูจน์สาเหตุ รายละเอียดอยู่ใน Brand Mention คืออะไร การถูกพูดถึงแบบนี้เกิดได้ทั้งในบทความที่มีลิงก์ nofollow ลิงก์ sponsored หรือไม่มีลิงก์เลย
  • สิ่งที่มีหลักฐาน (เอกสาร Google และหนังสือ): หน้าปลายทางของลิงก์ nofollow ยังอาจถูกพบและเก็บจากทางอื่น ตามเอกสาร Qualify your outbound links ส่วน AI SEO For Dummies บทที่ 2 เน้นว่าเนื้อหาสำคัญควรอยู่ใน HTML ที่บอทอ่านได้ ลิงก์และชื่อแบรนด์ที่ JavaScript ใส่ภายหลังจึงควรเช็กใน HTML ที่เรนเดอร์แล้ว
  • สิ่งที่ยังไม่รู้: ณ 15 ต.ค. 2026 เราไม่พบเอกสารทางการของ Google หรือ OpenAI ที่บอกว่าระบบ AI ของตัวเองใช้ค่า rel อย่างไรตอนเลือกแหล่งอ้างอิง ใครที่บอกว่า “AI ไม่นับลิงก์ nofollow” หรือ “AI ชอบ dofollow” จึงยังไม่มีหลักฐานรองรับ

หนังสือที่เราใช้อ้างอิงเรื่อง AI Search อย่าง AI SEO For Dummies ไม่มีบทที่พูดเรื่อง nofollow หรือค่า rel โดยตรงในบันทึกของเรา แต่บทที่ 20 แนะนำให้เจาะหน้าที่คนใช้ประกอบการตัดสินใจ เช่น หน้ารวมเครื่องมือ ไดเรกทอรีเฉพาะวงการ และหน้ารวมแหล่งความรู้ และบทที่ 16 แนะนำให้ข้อมูลหลักของแบรนด์ตรงกันทุกที่ ในมุมของเรา ลิงก์บนหน้าแบบนี้มีค่าแม้จะติด nofollow หรือ sponsored เพราะคนอ่านและ AI เห็นชื่อแบรนด์ในบริบทที่ตรงกับหัวข้อ ไอซ์เคยให้ความเห็นไว้ใน Backlink กับ AI Search ว่าในยุค AI backlink อาจไม่จำเป็นต้องเป็น dofollow เท่านั้น เพราะ AI บางตัวดึงเว็บต่างๆ มาแสดง กลยุทธ์ช่วงนี้จึงรวมการทำ PR ด้วย วิธีวัดว่า AI พูดถึงแบรนด์คุณแค่ไหนอยู่ใน AI Visibility คืออะไร

แผนภาพสองเส้นทางจากบทความบนสื่อที่มีคนอ่านจริง เส้นบนคือลิงก์ ไปสู่กล่องอันดับใน Google มีป้ายว่า rel มีผล nofollow โดยทั่วไปไม่นับ เส้นล่างคือการถูกพูดถึงชื่อแบรนด์ ไปสู่กล่องคำตอบ AI มีตัวเลขสหสัมพันธ์ 0.664 เทียบจำนวน backlink 0.218 และป้ายว่า rel ไม่เกี่ยว ด้านล่างกล่องเทาเขียนว่ายังไม่รู้ ยังไม่มีเอกสารทางการว่า AI ใช้ค่า rel อย่างไร
ลิงก์ nofollow อาจไม่ช่วยอันดับ แต่ชื่อแบรนด์ในบทความเดียวกันยังถูกคนอ่านและ AI เห็น ส่วนผลของค่า rel ต่อคำตอบ AI ยังไม่มีเอกสารยืนยัน (ภาพจำลอง · ค่าสหสัมพันธ์ ไม่ใช่สาเหตุ · ที่มา: Ahrefs พ.ค. 2025 75,000 แบรนด์ · Google Search Central, Qualify your outbound links last updated 2025-12-10)

ถ้าอยากปูพื้นงานค้นหาทั้งระบบทีละขั้นก่อน เริ่มที่ เรียน SEO ฟรีทีละขั้น

Nofollow เป็นส่วนหนึ่งของงาน Off-Page SEO และการอ่าน Backlink คืออะไร ส่วนการตรวจลิงก์ทั้งเว็บเป็นงานของ Technical SEO บทความนี้เขียนโดยทีม The Missing Piece นำโดย ไอซ์ ศิริพงษ์ จากเอกสารทางการของ Google, WordPress และ MDN รายงาน Web Almanac และข้อมูลที่เราเก็บเองจากผลค้นหาภาษาไทย

อยากให้การตรวจลิงก์ การติดตามคู่แข่ง และคำตอบ AI เรื่องแบรนด์คุณทำงานต่อเองทุกสัปดาห์: คอร์ส Agentic SEO & AI Search สอนสด 2 วันด้วย Claude Code (จ. 21 – อ. 22 ธ.ค. 2026) สร้าง agent ที่วัดว่า ChatGPT กับ Gemini พูดถึงแบรนด์คุณไหม แล้วทำงานกับเว็บของคุณต่อทุกสัปดาห์

คำถามที่พบบ่อย

ลิงก์ nofollow ช่วย SEO ไหม

ช่วยอันดับโดยตรงได้น้อย Google ถือ nofollow เป็นคำใบ้ตั้งแต่ปี 2019 และบอกว่าโดยทั่วไปยังไม่นับเพื่ออันดับ แต่ลิงก์ nofollow จากที่ที่มีคนอ่านจริงยังพาคนเข้าเว็บ และทำให้ชื่อแบรนด์ถูกเห็นในบริบทที่เกี่ยวข้อง

ต้องใส่ rel=”dofollow” ไหม

ไม่ต้อง ค่า dofollow ไม่มีอยู่ในเอกสารของ Google ลิงก์ที่ไม่ได้ใส่ nofollow, sponsored หรือ ugc คือลิงก์ปกติอยู่แล้ว Web Almanac 2025 พบค่านี้บนหน้าเว็บไม่ถึง 0.5% และระบุว่าไม่มีผลในทางปฏิบัติ

ลิงก์ affiliate เช่น Shopee หรือ Lazada ต้องใส่อะไร

ใส่ rel=”sponsored” Google ขอให้เว็บที่ร่วมโปรแกรม affiliate ติด sponsored กับลิงก์เหล่านี้ ไม่ว่าจะสร้างลิงก์เองหรือให้ระบบสร้าง ถ้าใช้ nofollow อยู่แล้วก็ใช้ได้ แต่ Google แนะนำ sponsored

ซื้อ dofollow backlink ได้ไหม

ไม่ควร การจ่ายเงินแลกลิงก์ที่ส่งเครดิตอันดับเป็นตัวอย่าง link spam ในนโยบายของ Google (last updated 2026-08-28) ลงโฆษณาหรือบทความสปอนเซอร์ได้ถ้าลิงก์ติด sponsored หรือ nofollow วิธีได้ลิงก์ที่ไม่ผิดกติกาอยู่ใน วิธีสร้าง backlink ทีละขั้น

backlink ควรมี dofollow กับ nofollow สัดส่วนเท่าไหร่

ไม่มีสัดส่วนที่ถูกต้อง Google ไม่เคยให้ตัวเลข และข้อมูลเบื้องต้นของเราพบสัดส่วน nofollow ใน backlink ของ 2 เว็บไทยแกว่งตั้งแต่ 17.5% ถึง 69.3% ตามเว็บและตามลิงก์สแปมที่น่าจะมาจากคนอื่น ให้ดูว่าลิงก์มาจากเว็บที่เกี่ยวข้องและมีคนอ่านจริงแทน

ควรใส่ nofollow ให้ลิงก์ภายในเว็บไหม

ไม่ควร ลิงก์ภายในช่วยให้ Google หาและเข้าใจหน้าในเว็บ ถ้ามีหน้าที่ไม่อยากให้ติด Google ให้ใส่ noindex บนหน้านั้นแทน รายละเอียดอยู่ใน ควรใส่ nofollow ให้ลิงก์ภายในไหม

แหล่งอ้างอิง

  • Google Search Central, Qualify your outbound links to Google (last updated 2025-12-10 ตรวจ 15 ต.ค. 2026: sponsored สำหรับลิงก์จ่ายเงิน, ugc สำหรับคอมเมนต์และฟอรัม, nofollow เมื่อค่าอื่นไม่ตรง, ใส่หลายค่าคั่นด้วยเว้นวรรคหรือจุลภาค, หน้าปลายทางอาจถูกพบและ crawl จากทางอื่น, ใช้กับแท็ก a ที่ crawl ได้, หน้าในเว็บตัวเองใช้ robots.txt)
  • Google Search Central Blog, Evolving “nofollow” – new ways to identify the nature of links (Danny Sullivan, Gary Illyes, 10 ก.ย. 2019: nofollow เริ่มปี 2005, ทั้ง 3 ค่าเป็นคำใบ้ด้านอันดับ, crawl และ index เป็นคำใบ้ตั้งแต่ 1 มี.ค. 2020, ไม่ต้องแก้ nofollow เดิม, ใส่หลายค่าได้, ไม่มีค่าผิดยกเว้นลิงก์จ่ายเงิน, ในกรณีส่วนใหญ่ยังไม่นับเพื่ออันดับ, ไม่เคยแนะนำให้ใช้ nofollow กันการเข้าดัชนี)
  • Google Search Central, Spam policies for Google web search: Link spam (last updated 2026-08-28: ตัวอย่าง link spam รวมการจ่ายเงินหรือแลกสินค้าบริการกับลิงก์, ส่งสินค้าแลกการเขียนพร้อมลิงก์, แลกลิงก์เกินพอดีหรือหน้าพาร์ทเนอร์เพื่อลิงก์ข้ามกัน, บังคับลิงก์ในสัญญาโดยไม่ให้ติดป้าย, advertorial ที่ส่งเครดิต, anchor ที่ปั้นคีย์เวิร์ดในบทความ guest post หรือข่าวประชาสัมพันธ์ · ลิงก์โฆษณาไม่ผิดนโยบายถ้าติด nofollow หรือ sponsored)
  • Google Search Central, Link best practices for Google (last updated 2025-12-10: ใช้ nofollow เฉพาะเมื่อไม่ไว้ใจแหล่ง ไม่ใช่ทุกลิงก์ออก, ลิงก์ออกช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ, ลิงก์ที่ JavaScript ใส่ให้เช็ก rendered HTML ด้วย URL Inspection) · Robots meta tag, data-nosnippet, and X-Robots-Tag (last updated 2026-03-24: nofollow ระดับหน้า, X-Robots-Tag สำหรับไฟล์ที่ไม่ใช่ HTML, เสิร์ชอื่นอาจตีความต่าง)
  • Google Search Central Blog, A reminder on qualifying links and our link spam update (26 ก.ค. 2021: ลิงก์ affiliate ให้ติด sponsored ไม่ว่าสร้างเองหรืออัตโนมัติ, sponsored post และ guest post ให้ติด rel ที่ถูก · ก่อนปี 2024 ใช้คู่กับนโยบายสแปมฉบับปัจจุบัน)
  • Google Search Console Help, Links report (ตรวจ 15 ต.ค. 2026: รายงานไม่ระบุว่าลิงก์ไหนติด nofollow, เป็นตัวอย่างบางส่วน, ตารางสูงสุด 1,000 แถว)
  • WordPress Core, WP 5.3 introduces new functions to add UGC attribute to links (3 ต.ค. 2019: ลิงก์ในคอมเมนต์และ URL ผู้คอมเมนต์ใช้ nofollow ugc เป็นค่าเริ่มต้น) · Rank Math Knowledge Base, General Settings (ตรวจ 15 ต.ค. 2026: NoFollow External Links แนะนำให้เปิดเฉพาะเมื่อลิงก์ออกทั้งหมดเป็น affiliate หรือ sponsored, ค่าเริ่มต้นลิงก์เป็นลิงก์ปกติ)
  • MDN Web Docs, rel=noopener และ rel=noreferrer (ตรวจ 15 ต.ค. 2026: noreferrer ไม่ส่ง Referer และทำงานเหมือน noopener)
  • HTTP Archive, Web Almanac 2025: SEO (เผยแพร่ 15 ม.ค. 2026 อัปเดต 9 มิ.ย. 2026: หน้าที่มีลิงก์ rel nofollow 30.8% เดสก์ท็อป 32.3% มือถือ, ugc 0.6% และ 0.5%, sponsored 0.5%, follow 0.4%, dofollow 0.3% และ 0.4%, noopener 41.8% และ 40.9%, noreferrer 25.5% และ 25.0%, dofollow และ follow ไม่มีผลในทางปฏิบัติ)
  • Ahrefs, งานวิจัยการถูกเอ่ยชื่อใน AI Overviews 75,000 แบรนด์ (พ.ค. 2025: web mentions 0.664, backlinks 0.218 · ค่าสหสัมพันธ์ · ตารางเต็มใน Brand Mention คืออะไร)
  • Ahrefs Blog, Domain Rating: What It Is & What It’s Good For (4 พ.ค. 2022: ลิงก์ nofollow ไม่เพิ่ม DR)
  • ข้อมูลของ The Missing Piece: ค่า rel บนลิงก์ออกของหน้าภาษาไทยที่ติดหน้า 1 Google ประเทศไทย (เดสก์ท็อป) 4 คำค้น เก็บ 15 ต.ค. 2026 · 26 หน้า 21 โดเมน · Wilson 95% CI · ผลเบื้องต้น ไม่เปิดเผยชื่อเว็บ · สัดส่วน nofollow ใน backlink ของ 2 เว็บไทยจากดัชนี DataForSEO 15 ต.ค. 2026 (เชิงบรรยาย) · การสังเกต AI Overview คำ “nofollow คือ” และ “dofollow คือ” อย่างละ 1 ครั้ง 15 ต.ค. 2026 · ปริมาณค้นหาจาก Ahrefs ประเทศไทย 15 ต.ค. 2026
  • Eric Enge, Stephan Spencer, Jessie Stricchiola, The Art of SEO, 4th ed. (O’Reilly, 2023), บทที่ 7 (ช่วง robots.txt, meta robots และค่า rel ของลิงก์ · เขียนก่อนนโยบายสแปมชุด มี.ค. 2024 เราจึงใช้เอกสาร Google ปัจจุบันเป็นหลัก) · บทที่ 9 (link scheme และ manual action) · บทที่ 11 (โปรโมตเหมือนไม่มี Google และไม่ใช้ link scheme) · บทที่ 14 (อ่านคำพูดพนักงาน Google อย่างระวัง)
  • Nathan Gotch, AI SEO For Dummies (Wiley, 2026) · บันทึกของเราไม่พบบทที่พูดเรื่อง nofollow หรือค่า rel โดยตรง จึงใช้เฉพาะมุม AI: บทที่ 2 (เนื้อหาสำคัญควรอยู่ใน HTML) · บทที่ 16 (ข้อมูลหลักของแบรนด์ตรงกันทุกที่) · บทที่ 20 (ลิงก์ การถูกพูดถึง และการอ้างอิงบนหน้าที่คนใช้ตัดสินใจ)

ตรวจข้อมูลล่าสุด: 15 ต.ค. 2026 · เมื่อบทความ Anchor Text เผยแพร่ เราจะเพิ่มลิงก์จากหัวข้อที่เกี่ยวข้อง