The Missing Piece
ตรวจเว็บฟรี

Internal Link คืออะไร? วางลิงก์ภายในยังไงให้ Google และ AI Search หาหน้าเจอ พร้อมข้อมูลจริงจากเว็บเราเอง

Internal link คือลิงก์จากหน้าหนึ่งไปอีกหน้าในเว็บเดียวกัน ที่ Google ใช้หาหน้าและเข้าใจว่าแต่ละหน้าเกี่ยวกับอะไร บทความนี้สรุปวิธีวางลิงก์ภายในตามเอกสาร Google ตั้งแต่ลิงก์ที่ Google เห็น anchor หน้ากำพร้า ไปจนถึงโครง hub และ cluster พร้อมข้อมูลลิงก์ภายในจริงของเว็บเรา 54 บทความ และจุดที่เรายังต้องแก้

ศิริพงษ์ กลิ่นขจร

เผยแพร่ 15 ต.ค. 2026 ·

อัปเดตล่าสุด 16 ต.ค. 2026

ปกบทความ Internal Link คืออะไร วางลิงก์ภายในยังไง เคสเว็บจริง 2026
Internal Link คืออะไร วางลิงก์ภายในยังไง (เคสเว็บจริง 2026)

สรุปสั้น (TL;DR)

Internal link (ลิงก์ภายใน) คือลิงก์จากหน้าหนึ่งไปอีกหน้าหนึ่งในเว็บไซต์เดียวกัน เขียนด้วยแท็ก <a href> Google ใช้ลิงก์ภายในเพื่อหาหน้าใหม่ และใช้ข้อความลิงก์กับข้อความรอบๆ เพื่อเข้าใจว่าหน้าปลายทางเกี่ยวกับอะไร วางให้ดีคือ ทุกหน้าที่สำคัญต้องมีหน้าอื่นลิงก์มา ใช้ข้อความลิงก์ที่บอกว่าปลายทางคืออะไร และลิงก์ในเนื้อหาตรงจุดที่พูดถึงเรื่องนั้น

  • ไม่มีจำนวนที่ถูกต้อง: เอกสาร Link best practices ของ Google (อัปเดต 10 ธ.ค. 2025) บอกว่าไม่มีจำนวนลิงก์ที่ดีที่สุดต่อหน้า แต่ทุกหน้าที่คุณสนใจควรมีลิงก์จากหน้าอื่นในเว็บอย่างน้อย 1 หน้า
  • เคสเว็บเราเอง (15 ต.ค. 2026): 54 บทความมี internal link ในเนื้อหา 1,107 ลิงก์ มัธยฐาน 19.5 ลิงก์ต่อบทความ แต่ ณ วันที่สำรวจ บทความที่เพิ่ง publish ได้ลิงก์เข้ามัธยฐาน 5 เทียบกับ 11 ของบทความเก่า และมีหน้ากำพร้า 1 หน้า (เราเติมลิงก์ให้แล้ววันเดียวกัน) จุดที่ลืมบ่อยจึงเป็นการเติมลิงก์ย้อนจากบทความเก่า
  • พื้นฐานที่ใช้ได้ทั้ง Google และ AI Search: ใช้ลิงก์ <a href> จริง ไม่ใส่ nofollow ให้ลิงก์ภายใน และเอกสาร AI features ของ Google (10 ธ.ค. 2025) ใส่ “ทำให้เนื้อหาหาเจอง่ายผ่าน internal link” ไว้ในรายการแนวทางพื้นฐาน

Internal link คืออะไร (ลิงก์ภายใน) หน้าตาใน HTML เป็นยังไง

Internal link (ลิงก์ภายใน หรือลิงก์ภายในเว็บไซต์) คือลิงก์ที่พาคนอ่านจากหน้าหนึ่งไปอีกหน้าหนึ่งในเว็บไซต์เดียวกัน เช่น จากบทความหนึ่งไปอีกบทความ จากหน้าแรกไปหน้าสินค้า หรือจากเมนูไปหน้าหมวด เจ้าของเว็บคุมลิงก์แบบนี้ได้เองทั้งหมด ต่างจาก backlink ที่ต้องรอเว็บอื่นลิงก์มา

ในโค้ด HTML ลิงก์ภายในหน้าตาเหมือนลิงก์ทั่วไป คือแท็ก <a> ที่มี href ชี้ไปยัง URL ในโดเมนเดียวกัน จะเขียน URL เต็มหรือเขียนแบบเริ่มด้วย / ก็ได้ ข้อความระหว่างแท็กเปิดและแท็กปิดคือ anchor text ซึ่งเป็นสิ่งที่คนเห็นและคลิก

<!-- ลิงก์ภายใน: ปลายทางอยู่ในเว็บเดียวกัน -->
<p>ก่อนเขียน ให้ทำ <a href="https://example.co.th/keyword-research/">keyword research</a> ให้เสร็จก่อน</p>
<p>ดูขั้นตอนต่อที่ <a href="/on-page-seo/">เช็กลิสต์ On-Page SEO</a></p>

<!-- ลิงก์ออก (external link): ปลายทางเป็นเว็บอื่น -->
<p>อ่านเอกสารต้นฉบับที่ <a href="https://developers.google.com/search/docs">Google Search Central</a></p>

ลิงก์ภายในเป็นงานส่วนหนึ่งของ On-Page SEO เพราะทำบนหน้าเว็บของเราเอง (ภาพรวมอยู่ที่ On-Page SEO คืออะไร) บทความนี้พูดถึงลิงก์ระหว่างหน้า ไม่ได้พูดถึงลิงก์กระโดดไปหัวข้อในหน้าเดียวกัน (ลิงก์ที่ขึ้นต้นด้วย # แบบสารบัญด้านบน)

แผนภาพหน้าเว็บสองหน้าในโดเมนเดียวกัน หน้า A มีย่อหน้าที่มีข้อความลิงก์ไฮไลต์ ลูกศรชี้ไปหน้า B ด้านล่างเป็นการ์ดโค้ด a href ที่ชี้ไป URL ในโดเมนเดียวกัน พร้อมป้ายบอกว่าข้อความระหว่างแท็กคือ anchor text
Internal link คือแท็ก <a href> ที่ชี้ไปหน้าอื่นในเว็บเดียวกัน ข้อความลิงก์บอกทั้งคนและ Google ว่าปลายทางคืออะไร (ภาพจำลอง ที่มา: Google Search Central, Link best practices ตรวจ 15 ต.ค. 2026)

Internal link, external link และ backlink ต่างกันยังไง

Internal link, external link และ backlink ต่างกันที่ทิศทางของลิงก์ คือลิงก์มาจากเว็บไหนและไปเว็บไหน ลิงก์เส้นเดียวกันอาจเป็น external link ในมุมของเว็บต้นทาง และเป็น backlink ในมุมของเว็บปลายทาง คนทำเว็บควรรู้ทั้งสามแบบ เพราะแต่ละแบบคุมได้ไม่เท่ากัน

ชนิดลิงก์จาก → ไปใครคุมใช้ทำอะไร
Internal link (ลิงก์ภายใน)หน้าเรา → หน้าเราอีกหน้าเราคุมได้ทั้งหมดพาคนอ่านไปเรื่องถัดไป ช่วย Google หาหน้าและเข้าใจโครงเว็บ
External link (ลิงก์ออก)หน้าเรา → เว็บอื่นเราคุมได้อ้างแหล่งข้อมูล ส่งคนอ่านไปต้นฉบับ
Backlink (ลิงก์เข้า)เว็บอื่น → หน้าเราเว็บอื่นเป็นคนตัดสินใจพาคนจากเว็บอื่นมา และเป็นสัญญาณจากภายนอก
ลิงก์ 3 ชนิดแยกกันที่ทิศทาง internal link เป็นชนิดเดียวที่เราคุมได้เองทั้งสองฝั่ง

ลิงก์จากเว็บอื่นเป็นงานนอกเว็บ อ่านต่อได้ที่ Backlink คืออะไร และภาพรวมงานนอกเว็บอยู่ที่ Off-Page SEO คืออะไร ส่วนบทความนี้เน้นลิงก์ภายใน ซึ่งเป็นงานที่เริ่มได้วันนี้โดยไม่ต้องขอใคร

Google ใช้ internal link ทำอะไร: หาหน้า และเข้าใจหน้า

Google ใช้ internal link สองอย่างหลัก คือใช้หาหน้าใหม่ และใช้ทำความเข้าใจว่าแต่ละหน้าเกี่ยวกับอะไร ทั้งสองเรื่องอยู่ในเอกสารทางการของ Google ที่อัปเดตล่าสุดเมื่อ 10 ธ.ค. 2025 เรื่องนี้สำคัญกับทุกเว็บ แต่สำคัญที่สุดกับเว็บใหม่และหน้าใหม่ที่ยังไม่มีใครลิงก์มา

  • หาหน้า (discovery): SEO Starter Guide ของ Google เขียนว่า “Google primarily finds pages through links from other pages it already crawled.” แปลว่า Google หาหน้าใหม่ส่วนใหญ่ผ่านลิงก์จากหน้าที่เคย crawl (บอทเข้ามาอ่าน) แล้ว หน้าที่ไม่มีลิงก์ภายในชี้มาจึงพึ่ง sitemap หรือ backlink อย่างเดียว (ดู Sitemap คืออะไร)
  • เข้าใจหน้า (understanding): เอกสาร Link best practices บอกว่า Google ใช้ข้อความลิงก์ และคำก่อนกับหลังลิงก์ เป็นบริบทของหน้าปลายทาง ลิงก์ภายในที่เขียนดีจึงเหมือนป้ายบอกทางที่บอกว่าหน้านั้นตอบเรื่องอะไร
  • บอกว่าหน้าไหนสำคัญ: หน้าที่ถูกลิงก์จากหลายหน้าในเว็บ ทั้งคนและบอทเจอง่ายกว่า โครงลิงก์จึงสะท้อนว่าเจ้าของเว็บให้น้ำหนักหน้าไหน (อ่านต่อใน หัวข้อโครงลิงก์แบบ hub และ cluster)

Link juice (บางที่เรียก link equity) เป็นศัพท์ในวงการ SEO หมายถึงแนวคิดที่ว่าลิงก์ส่งต่อความสำคัญจากหน้าหนึ่งไปอีกหน้า แนวคิดนี้มาจาก PageRank ซึ่งคู่มือระบบจัดอันดับของ Google (อัปเดต 10 ธ.ค. 2025) ยืนยันว่ายังเป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดอันดับหลัก และเปลี่ยนไปมากจากตอนเริ่มต้น แต่ Google ไม่ได้เปิดสูตรให้คำนวณ ตัวเลข “พลังลิงก์” ที่เห็นในเครื่องมือ SEO จึงเป็นค่าที่เครื่องมือนั้นคิดเอง ไม่ใช่ค่าของ Google

แผนภาพสองช่อง ช่องซ้ายชื่อหาหน้า บอทเดินตามลิงก์จากหน้าที่ crawl แล้วไปเจอหน้าใหม่ ช่องขวาชื่อเข้าใจหน้า ข้อความลิงก์และคำรอบลิงก์ถูกไฮไลต์ ลูกศรชี้ไปป้ายหัวเรื่องของหน้าปลายทาง
ลิงก์ภายในทำงานสองชั้น พาบอทไปเจอหน้า และบอกบริบทว่าหน้านั้นเกี่ยวกับอะไร (ภาพจำลอง ที่มา: Google SEO Starter Guide และ Link best practices อัปเดต 10 ธ.ค. 2025)

ลิงก์แบบไหนที่ Google มองเห็น: <a href> กับปุ่ม JavaScript

Google crawl ลิงก์ได้เมื่อลิงก์เป็นแท็ก <a> ที่มี href ชี้ไป URL จริง ตามที่เอกสาร Link best practices ระบุ ปุ่มที่ใช้ JavaScript พาไปหน้าอื่น เช่น onclick หรือแท็กอื่นที่ใส่ href เป็นรูปแบบที่ Google ไม่แนะนำ และอาจไม่ถูกอ่านเป็นลิงก์ เรื่องนี้เจอบ่อยในเว็บที่สร้างด้วยตัวทำเว็บแบบลากวาง เมนู dropdown และปุ่ม CTA ที่ดูเหมือนลิงก์

<!-- ถูก: Google อ่านได้ -->
<a href="/internal-link/">Internal link คืออะไร</a>
<a href="https://example.co.th/shoes/"><img src="shoes.webp" alt="รองเท้าวิ่งผู้หญิง"></a>

<!-- ไม่แนะนำ: อาจไม่ถูกอ่านเป็นลิงก์ -->
<span href="/internal-link/">Internal link คืออะไร</span>
<a onclick="goto('/internal-link/')">Internal link คืออะไร</a>
<button onclick="location.href='/internal-link/'">อ่านต่อ</button>

วิธีเช็กเร็วที่สุดคือคลิกขวาที่ลิงก์แล้วเลือก Inspect (ตรวจสอบ) ดูว่าเป็น <a href="..."> ไหม ถ้าอยากเช็กทั้งเว็บ ให้ใช้โปรแกรม crawl เทียบผลแบบอ่าน HTML ดิบกับแบบ render (ประมวลผล JavaScript แล้ว) AI SEO For Dummies บทที่ 10 แนะนำให้ตรวจเว็บทั้งสองมุมแบบนี้ เพราะหน้าที่เข้าถึงได้ผ่าน JavaScript อย่างเดียวเสี่ยงที่บอทบางตัวจะไม่เห็น ส่วน The Art of SEO บทที่ 7 อธิบายกลไกลิงก์ที่ crawl ได้ไว้ในทางเดียวกัน

การ์ดเทียบสองคอลัมน์ ซ้ายเครื่องหมายถูก ลิงก์ a href ข้อความธรรมดา และรูปที่ห่อด้วย a href พร้อม alt ขวาเครื่องหมายผิด span ที่ใส่ href ลิงก์ onclick และปุ่ม button ที่ใช้ JavaScript เปลี่ยนหน้า มีหมายเหตุว่า Google ไม่แนะนำและอาจไม่อ่านเป็นลิงก์
ลิงก์ที่ปลอดภัยที่สุดคือ <a href> ธรรมดา ปุ่มที่พาไปหน้าอื่นด้วย JavaScript อาจไม่ถูกนับเป็นลิงก์ (ภาพจำลอง ที่มา: Google Search Central, Link best practices อัปเดต 10 ธ.ค. 2025 · ตัวอย่าง button เป็นของเรา)

เขียนข้อความลิงก์ (anchor text) ของลิงก์ภายในยังไง

Anchor text ที่ดีของลิงก์ภายในคือข้อความที่บอกว่าหน้าปลายทางคืออะไร สั้นพอดี และเกี่ยวข้องทั้งกับหน้าที่ลิงก์อยู่และหน้าปลายทาง Google เขียนเกณฑ์นี้ไว้ในเอกสาร Link best practices ว่าข้อความลิงก์ที่ดีต้อง “descriptive, reasonably concise, and relevant” และเตือนว่าอย่ายัด keyword ทุกคำลงไป

แบบตัวอย่างทำไม
ไม่ดี: คำทั่วไป“คลิกที่นี่” · “อ่านต่อ”อ่านแยกแล้วไม่รู้ว่าปลายทางคืออะไร
ไม่ดี: ยัดคำ“internal link internal link คือ วิธีทำ internal link seo”อ่านไม่เป็นภาษาคน และเป็นสิ่งที่ Google เตือนตรงๆ
ไม่ดี: ยาวทั้งประโยคลิงก์คลุมทั้งย่อหน้า 3 บรรทัดไม่กระชับ บอกไม่ชัดว่าส่วนไหนคือเรื่องของปลายทาง
ดี“วิธีอ่านรายงาน Performance ใน Search Console”บอกเรื่องของปลายทางชัด อยู่ในประโยคที่เกี่ยวข้อง
ดี: ชื่อหน้าปลายทาง“Alt Text คืออะไร”ตรงกับหัวข้อหน้านั้น คนอ่านรู้ว่าจะได้อะไร
ตัวอย่าง anchor ของลิงก์ภายใน ตัวอย่างสมมุติ ยกเว้นแถวสุดท้ายที่เป็นชื่อบทความจริงบนเว็บนี้

คำถามที่เจอบ่อยคือ ต้องใส่ keyword ตรงตัวของหน้าปลายทางทุกครั้งไหม คำตอบคือไม่จำเป็น เอกสาร Google ไม่ได้ขอให้ใช้คำตรงตัว ขอแค่ให้บรรยายปลายทางได้ การใช้คำหลายแบบที่หมายถึงเรื่องเดียวกันจึงเป็นธรรมชาติกว่า รูปที่เป็นลิงก์ก็นับด้วย เพราะ Google ใช้ alt ของรูปเป็นข้อความลิงก์แทน (อ่านวิธีเขียนที่ Alt Text คืออะไร) ส่วนรายละเอียดเรื่อง anchor ทุกชนิดรวมถึงลิงก์จากเว็บอื่น จะอยู่ในบทความ Anchor Text คืออะไร ที่กำลังเขียน

การ์ดสามแถวเทียบข้อความลิงก์ แถวแรกคำทั่วไป คลิกที่นี่ มีกากบาท แถวสองยัดคำซ้ำ มีกากบาท แถวสามข้อความบรรยายปลายทางสั้นๆ อยู่ในประโยค มีเครื่องหมายถูก ด้านล่างมีสามคำ บรรยาย กระชับ เกี่ยวข้อง
เกณฑ์ anchor ของ Google มีสามคำ บรรยาย กระชับ เกี่ยวข้อง ไม่ต้องเป็น keyword ตรงตัว (ภาพจำลอง ที่มา: Google Search Central, Link best practices อัปเดต 10 ธ.ค. 2025)

หน้าหนึ่งควรมี internal link กี่ลิงก์

จำนวน internal link ต่อหน้าไม่มีตัวเลขที่ถูกต้อง Google เขียนไว้ใน Link best practices (อัปเดต 10 ธ.ค. 2025) ว่า “There’s no magical ideal number of links a given page should contain.” และเสริมว่าถ้าคุณรู้สึกว่าเยอะเกินไป ก็น่าจะเยอะเกินจริง ดังนั้นเกณฑ์ที่ใช้ได้คือ ลิงก์ทุกจุดที่ช่วยคนอ่านไปต่อ และไม่ลิงก์เพียงเพื่อให้ครบจำนวน

เพื่อให้เห็นภาพ เว็บเราเองมี internal link ในเนื้อบทความมัธยฐาน 19.5 ลิงก์ต่อบทความ (54 บทความ ข้อมูล 15 ต.ค. 2026) และ 52 จาก 54 บทความอยู่ในช่วง 9–29 ลิงก์ สองบทความที่เกิน 50 ลิงก์คือหน้า pillar ที่พาไปบทความลูกจำนวนมาก ได้แก่ /what-is-seo/ (53) และ /ai-seo/ (69) ตัวเลขนี้เป็นบริบทของเว็บบทความยาวเว็บหนึ่ง ไม่ใช่กฎ หน้าสินค้าหรือหน้าบริการสั้นๆ อาจมีน้อยกว่านี้มากและยังดีได้

กราฟแท่งจำนวนบทความแยกตามจำนวน internal link ในเนื้อหา ต่ำกว่า 10 ลิงก์ 1 บทความ 10 ถึง 14 ลิงก์ 8 บทความ 15 ถึง 19 ลิงก์ 18 บทความ 20 ถึง 24 ลิงก์ 19 บทความ 25 ถึง 29 ลิงก์ 6 บทความ 30 ถึง 39 ลิงก์ 0 และ 40 ลิงก์ขึ้นไป 2 บทความ มีเส้นมัธยฐานที่ 19.5
บทความส่วนใหญ่ของเรามีลิงก์ภายในในเนื้อหา 15–24 ลิงก์ ใช้เป็นบริบท ไม่ใช่เป้า (ที่มา: ข้อมูลลิงก์ภายในของ The Missing Piece จาก WordPress REST API 15 ต.ค. 2026 · n = 54 บทความ · นับเฉพาะเนื้อบทความ ไม่นับสารบัญ เมนู และ footer)

ตัวเลขด้านบนนับเฉพาะลิงก์ในเนื้อบทความ ถ้านับทั้งหน้ารวมเมนู footer และบทความที่เกี่ยวข้อง หน้าเดียวกันมีลิงก์ภายในเกือบ 100 ลิงก์ (ดู หัวข้อถัดไป) เวลาเทียบตัวเลขกับเครื่องมืออื่น ให้เช็กก่อนว่าเครื่องมือนั้นนับส่วนไหนของหน้า

ควรวางลิงก์ตรงไหน: ในเนื้อหา เมนู และ footer

ลิงก์ในเนื้อหาเป็นตำแหน่งที่มีบริบทมากที่สุด เพราะมีประโยครอบข้างบอกว่าทำไมต้องไปหน้านั้น ส่วนเมนู footer และกล่องบทความที่เกี่ยวข้องช่วยให้ทุกหน้าเข้าถึงหน้าหลักได้ แต่ซ้ำกันทุกหน้าและไม่บอกบริบทเฉพาะเรื่อง ทั้งสองแบบจึงทำงานคู่กัน ไม่ได้ใช้แทนกัน

ข้อมูลเว็บเราเองแสดงสัดส่วนนี้ชัด เมื่อนับทั้งหน้า (15 ต.ค. 2026) บทความ On-Page SEO มีลิงก์ภายใน 97 ลิงก์ แต่อยู่ในเนื้อบทความ 28 ลิงก์ บทความ Keyword Research มี 98 ลิงก์ อยู่ในเนื้อหา 29 ลิงก์ ลิงก์ในเนื้อหาจึงมีราว 30% ของลิงก์ภายในทั้งหน้า ที่เหลือมาจากเทมเพลต ลิงก์จากเทมเพลตทำให้ทุกหน้าถึงกันได้ไม่กี่คลิก แต่ลิงก์ที่บอกว่าหน้าไหนเกี่ยวกับเรื่องไหนคือ 30% นั้น

กราฟแท่งซ้อนสองแท่ง แท่งบทความ On-Page SEO ลิงก์ภายในทั้งหน้า 97 ลิงก์ ส่วนที่อยู่ในเนื้อหา 28 ลิงก์ แท่งบทความ Keyword Research ทั้งหน้า 98 ลิงก์ ในเนื้อหา 29 ลิงก์ ส่วนที่เหลือมาจากเมนู footer และกล่องบทความที่เกี่ยวข้อง
ลิงก์ภายในราว 70% ของหน้ามาจากเทมเพลต อีกราว 30% อยู่ในเนื้อหา ซึ่งเป็นส่วนที่บอกบริบทของปลายทาง (ที่มา: ตรวจหน้า live ของ The Missing Piece 2 หน้า 15 ต.ค. 2026)

Breadcrumb คือแถบลิงก์บอกตำแหน่งของหน้า เช่น หน้าแรก › SEO › บทความ เอกสาร BreadcrumbList structured data ของ Google (อัปเดต 8 ก.ย. 2026) อธิบายว่า breadcrumb บอกตำแหน่งของหน้าในลำดับชั้นของเว็บ และถ้าจะใส่ markup ต้องมีอย่างน้อย 2 รายการ breadcrumb จึงเป็นลิงก์ภายในอีกชุดที่พาคนอ่านขึ้นไปหน้าหมวดได้ วิธีใส่ markup โดยรวมอยู่ใน Schema Markup คืออะไร

Orphan page (หน้ากำพร้า) คืออะไร หาเจอและแก้ยังไง

Orphan page หรือหน้ากำพร้า คือหน้าที่ไม่มีหน้าอื่นในเว็บลิงก์มาหา คนอ่านจะเจอหน้านี้ได้แค่จากการค้นหาหรือลิงก์จากภายนอก และ Google ต้องพึ่ง sitemap ในการหา หน้าแบบนี้ขัดกับหลักใน Link best practices ที่ว่า “Every page you care about should have a link from at least one other page” คือทุกหน้าที่คุณสนใจควรมีลิงก์จากหน้าอื่นในเว็บอย่างน้อย 1 หน้า

หน้ากำพร้ามักเกิดจาก 3 สาเหตุ คือ publish บทความใหม่แล้วไม่ได้กลับไปเติมลิงก์จากบทความเก่า ลบหรือเปลี่ยนเมนูแล้วหน้าเก่าหลุดออก และสร้างหน้า landing page สำหรับแคมเปญแล้วไม่ลิงก์จากที่ไหน เว็บเราเองก็เจอแบบแรก ณ วันที่สำรวจ (15 ต.ค. 2026 ราว 09:00) บทความ /llm/ ที่เพิ่ง publish วันนั้นยังไม่มีบทความอื่นลิงก์มาในเนื้อหาเลย เราเติมลิงก์ข้างให้ในวันเดียวกัน (ผลอยู่ใน หัวข้อเคสจริง) (บทความนี้ลิงก์ไปที่ LLM คืออะไร แล้ว)

  1. รวมรายชื่อหน้าที่ควรมีอยู่: ใช้ sitemap ของเว็บเป็นรายการตั้งต้น
  2. crawl เว็บจากหน้าแรก: ใช้โปรแกรม crawl เดินตามลิงก์ เหมือนที่บอทเดิน
  3. เทียบสองรายการ: หน้าที่อยู่ใน sitemap แต่ crawl ไปไม่ถึง คือหน้ากำพร้า หลายโปรแกรม crawl มีรายงานนี้ให้ในตัวเมื่อเชื่อม sitemap
  4. ตัดสินใจทีละหน้า: หน้าที่ยังมีประโยชน์ ให้เติมลิงก์จากหน้าที่เกี่ยวข้อง 2–3 หน้า หน้าที่ไม่ใช้แล้ว ให้รวมเข้าหน้าอื่นแล้ว redirect หรือเอาออก

ใน Search Console ตาราง Top internally linked pages ช่วยดูว่าหน้าไหนมีลิงก์ภายในน้อย แต่เป็นข้อมูลตัวอย่าง (sample) จึงไม่ใช่เครื่องมือหาหน้ากำพร้าที่ครบ รายละเอียดอยู่ใน หัวข้อหาโอกาสเติม internal link

แผนภาพโครงเว็บแบบต้นไม้ หน้าแรกเชื่อมไปหน้าหมวดและบทความด้วยเส้นลิงก์ มีหนึ่งหน้าอยู่แยกด้านข้างไม่มีเส้นเชื่อม ติดป้ายหน้ากำพร้า เส้นประจากไอคอน sitemap ชี้ไปหน้านั้นเป็นทางเดียวที่บอทหาเจอ
หน้ากำพร้าไม่มีลิงก์ภายในชี้มา บอทหาได้จาก sitemap เท่านั้น วิธีหาคือเทียบรายการใน sitemap กับหน้าที่ crawl ไปถึง (ภาพจำลอง ที่มา: Google Search Central, Link best practices อัปเดต 10 ธ.ค. 2025)

โครงสร้างเว็บไซต์ (site structure) สำหรับ SEO: hub, cluster และความลึกของคลิก

โครงสร้างเว็บไซต์ในมุม SEO คือการจัดหน้าเป็นลำดับชั้นตามหัวข้อ จากหน้าแรกลงไปหน้า hub ของแต่ละหมวด แล้วลงไปหน้า cluster ของหัวข้อย่อยและบทความในกลุ่ม โดยทุกชั้นเชื่อมกันด้วย internal link ที่บอท crawl ได้ เพราะ SEO Starter Guide ของ Google (อัปเดต 10 ธ.ค. 2025) เขียนว่า Google หาหน้าส่วนใหญ่ผ่านลิงก์จากหน้าที่ crawl แล้ว ข้อสรุปของเราคือ หน้าที่อยู่ลึกหลายคลิกจากหน้าแรกมักถูกพบช้ากว่า เพราะบอทต้องเดินผ่านลิงก์หลายทอด (Google ไม่ได้กำหนดตัวเลขจำนวนคลิก) ส่วน Breadcrumb กับ Sitemap เป็นตัวช่วยเสริม โดย breadcrumb บอกว่าหน้าอยู่ตรงไหนในลำดับชั้น และ sitemap ส่งรายการ URL ที่สำคัญให้ Google แต่ทั้งสองอย่างไม่ได้แทนลิงก์ในเนื้อหา

ถ้าค้นคำว่าโครงสร้างเว็บไซต์ คุณจะเจอการแบ่ง 4 แบบจากตำราออกแบบเว็บ เช่น แบบเรียงลำดับและแบบลำดับชั้น การแบ่งนั้นเป็นมุมออกแบบเว็บ ส่วนมุม SEO ให้ดูสองเรื่อง คือหน้าสำคัญอยู่ห่างหน้าแรกกี่คลิก และหน้าในหัวข้อเดียวกันลิงก์หากันครบไหม ภาพด้านล่างนับความลึกแบบง่ายๆ หน้าแรก = 0 คลิก หน้า hub (หน้าหมวดใหญ่) = 1 หน้า cluster (หน้าหลักของหัวข้อย่อย) = 2 และบทความ = 3 ถ้าเว็บยังมีหัวข้อไม่มาก หน้า cluster มักทำหน้าที่เป็น hub หรือ pillar ของกลุ่มเอง แบบที่อธิบายในย่อหน้าถัดไป

แผนภาพต้นไม้โครงสร้างเว็บไซต์ 4 ชั้น แถบซ้ายบอกความลึกของคลิก หน้าแรกอยู่ชั้น 0 คลิก ใต้หน้าแรกมีหน้า hub 2 หน้าที่ชั้น 1 คลิก hub แรกมีหน้า cluster 2 หน้าที่ชั้น 2 คลิก และ cluster ที่สองมีบทความ 3 ชิ้นที่ชั้น 3 คลิก เส้นทึบคือลิงก์ลง เส้นประคือลิงก์ข้างระหว่างบทความ เส้นหนาสีน้ำเงินคือเส้นทางใน breadcrumb ด้านขวามีกล่อง breadcrumb แสดงเส้นทาง หน้าแรก › hub › cluster › บทความ กล่อง sitemap ส่งรายการ URL ที่สำคัญให้ Google และกล่องเส้นประว่าทั้งสองอย่างเป็นตัวช่วยเสริม ไม่แทนลิงก์ในเนื้อหา ที่มาใต้ภาพ Google SEO Starter Guide อัปเดต 10 ธ.ค. 2025 และ The Art of SEO บทที่ 7 วันที่ 16 ต.ค. 2026
โครงสร้างเว็บไซต์แบบลำดับชั้น นับความลึกจากหน้าแรก 0 ถึง 3 คลิก breadcrumb และ sitemap เป็นตัวช่วยเสริม ไม่แทนลิงก์ (ภาพจำลอง ที่มา: Google SEO Starter Guide อัปเดต 10 ธ.ค. 2025 · The Art of SEO บทที่ 7 สรุปด้วยคำของเรา)

โครงลิงก์แบบ hub และ cluster คือการจัดหน้าเป็นกลุ่มตามหัวข้อ มีหน้าหลักหนึ่งหน้า (hub หรือ pillar) ที่สรุปภาพรวมและลิงก์ลงไปทุกบทความย่อยในกลุ่ม แล้วบทความย่อยลิงก์กลับขึ้นหน้าหลักและลิงก์ข้างหากันเมื่อเกี่ยวข้อง โครงนี้เหมาะกับเว็บที่มีบทความตั้งแต่หลักสิบขึ้นไป เช่น บล็อกธุรกิจ เพราะทำให้คนอ่านไปต่อได้เป็นเส้นทาง และทำให้เห็นว่าเว็บครอบคลุมหัวข้อนั้นลึกแค่ไหน

  • ลิงก์ลง: หน้า hub ลิงก์ไปทุกบทความลูก เช่น On-Page SEO คืออะไร ลิงก์ไปบทความ title, alt text และบทความนี้
  • ลิงก์ขึ้น: บทความลูกทุกชิ้นลิงก์กลับหน้า hub ของกลุ่ม ตรงจุดที่พูดถึงภาพรวม
  • ลิงก์ข้าง: บทความลูกลิงก์หากัน 2–3 ชิ้นเมื่อเรื่องต่อกันจริง เช่น บทความ Title Tag คืออะไร กับบทความ Meta Description
  • ลิงก์ข้ามกลุ่ม: ลิงก์ไปกลุ่มอื่นเมื่อคนอ่านต้องใช้ความรู้นั้นจริง ไม่ใช่ลิงก์ทุกหมวดเพื่อให้ครบ

แนวทางนี้ตรงกับหนังสือสองเล่ม AI SEO For Dummies บทที่ 9 แนะนำให้วางหัวข้อเป็นหน้าหลัก 1 หน้ากับหน้าสนับสนุนหลายหน้า บทที่ 11 ใช้ลิงก์ภายในแบบ hub-and-spoke เป็นพื้นฐานที่บอทเข้าใจง่าย และบทที่ 13 พูดถึงการทำหัวข้อให้ลึกหลายชั้น ส่วน The Art of SEO บทที่ 7 แนะนำโครงเว็บแบบแบน (flat) ที่หน้าสำคัญอยู่ห่างหน้าแรกไม่กี่คลิก มากกว่าโครงลึกที่ต้องคลิกหลายชั้น วิธีวางหน้า pillar กับ cluster ตอนวางแผนเนื้อหาอยู่ในบทความ เขียนบทความ SEO ให้ติดอันดับ

เว็บเราใช้กฎเดียวกันนี้ในแผนเนื้อหา บทความลูกลิงก์ขึ้น pillar ของกลุ่มด้วยคำหลักของ pillar ลิงก์ข้าง 2–3 ชิ้น และลิงก์ 1 จุดไปหน้าเรียน ส่วนหน้า pillar ลิงก์ลงทุกบทความลูก ผลของการใช้กฎนี้จริง รวมจุดที่ยังทำไม่ครบ อยู่ใน หัวข้อเคสจริง

แผนภาพ hub and spoke หน้า hub อยู่กลาง มีบทความลูก 6 ชิ้นล้อมรอบ เส้นทึบสองทางระหว่าง hub กับลูกแต่ละชิ้นคือลิงก์ขึ้นและลง เส้นประระหว่างลูกที่อยู่ติดกันคือลิงก์ข้าง และเส้นออกไปกลุ่มหัวข้ออื่นหนึ่งเส้นคือลิงก์ข้ามกลุ่ม
โครง hub และ cluster มีลิงก์ 4 ทิศ ลง ขึ้น ข้าง และข้ามกลุ่มเมื่อจำเป็น (ภาพจำลอง ที่มา: AI SEO For Dummies บทที่ 9 และ 11 · The Art of SEO บทที่ 7 สรุปด้วยคำของเรา)

ควรใส่ nofollow ให้ลิงก์ภายในไหม

ไม่ควรใส่ nofollow ให้ลิงก์ภายใน ในเอกสาร Link best practices ของ Google คำแนะนำเรื่อง nofollow อยู่ในหัวข้อลิงก์ออกไปเว็บอื่น และบอกให้ใช้กับลิงก์ออกที่ไม่ไว้ใจแหล่งปลายทาง ลิงก์ที่ได้ค่าตอบแทน หรือลิงก์ที่ผู้ใช้เขียนเอง หน้าในเว็บของเราเองไม่ใช่กรณีเหล่านี้ จึงไม่มีเหตุผลต้องใส่ การใส่ nofollow ให้ลิงก์ภายในเพื่อ “เก็บพลัง” ไว้ที่หน้าสำคัญ เป็นความเชื่อเก่า เอกสาร Link best practices ฉบับปัจจุบันไม่ได้แนะนำวิธีนี้

ถ้ามีหน้าที่ไม่อยากให้ขึ้นในผลค้นหา เช่น หน้าขอบคุณหลังกรอกฟอร์ม เครื่องมือที่ถูกคือ noindex บนหน้านั้น ไม่ใช่ nofollow บนลิงก์ เว็บเรามีลิงก์ภายในที่ใส่ nofollow 0 ลิงก์จาก 1,107 ลิงก์ (15 ต.ค. 2026) ความต่างของ rel แต่ละแบบ (nofollow, sponsored, ugc) อธิบายไว้ใน dofollow, nofollow, sponsored, ugc ต่างกันยังไง

การ์ดตัดสินใจสองช่อง ช่องซ้ายลิงก์ภายในไปหน้าของเราเอง ป้ายไม่ใส่ nofollow ช่องขวาหน้าที่ไม่อยากให้ขึ้นผลค้นหา ป้ายใช้ noindex บนหน้านั้น มีหมายเหตุว่า nofollow ใช้กับลิงก์ออกไปแหล่งที่ไม่ไว้ใจ
ลิงก์ภายในไม่ต้องใส่ nofollow ถ้าไม่อยากให้หน้าไหนขึ้นผลค้นหา ให้จัดการที่หน้านั้นด้วย noindex (ภาพจำลอง ที่มา: Google Search Central, Link best practices อัปเดต 10 ธ.ค. 2025)

หาโอกาสเติม internal link: Search Console, ค้น site: และโปรแกรม crawl

วิธีหาโอกาสเติม internal link มี 3 ทางที่ใช้คู่กัน คือรายงาน Links ใน Google Search Console เพื่อดูภาพรวม การค้น site: เพื่อหาหน้าที่พูดถึงเรื่องเดียวกัน และโปรแกรม crawl เพื่อตรวจทั้งเว็บ แต่ละทางตอบคำถามต่างกัน และไม่มีทางไหนครบในตัวเอง

1. รายงาน Links ใน Search Console

เข้า Search Console แล้วเลือก Links จากเมนูซ้าย ตาราง Top internally linked pages บอกว่าหน้าไหนมีลิงก์ภายในชี้มามากหรือน้อย หน้าสำคัญที่อยู่ท้ายตารางคือหน้าที่ควรเติมลิงก์ก่อน ข้อจำกัดตามหน้าช่วยเหลือของ Google มี 3 ข้อ คือรายงานแสดงตัวอย่างลิงก์ (sample) ไม่ใช่ทุกลิงก์ ตารางแสดงได้ไม่เกิน 1,000 แถว และไม่บอกว่าลิงก์ไหนเป็น nofollow วิธีใช้ Search Console ส่วนอื่นอยู่ใน วิธีใช้ Google Search Console

2. ค้น site: หาหน้าที่ควรลิงก์มา

เมื่อ publish หน้าใหม่ ให้ค้นใน Google ว่า site:โดเมนของคุณ "คำของหัวข้อ" เช่น site:example.co.th "orphan page" ผลที่ได้คือหน้าเก่าที่พูดถึงเรื่องนี้อยู่แล้ว ซึ่งเป็นจุดที่เติมลิงก์ไปหน้าใหม่ได้เป็นธรรมชาติที่สุด วิธีนี้ฟรีและเร็ว แต่ผลจาก site: ไม่ครบทุกหน้า ใช้เป็นจุดเริ่ม ไม่ใช่รายการสุดท้าย

3. โปรแกรม crawl (internal link checker)

โปรแกรม crawl เดินตามลิงก์ทั้งเว็บแล้วนับลิงก์เข้าและออกของทุกหน้า ใช้หาหน้ากำพร้า ลิงก์เสีย (404) ลิงก์ที่ผ่าน redirect หลายทอด และหน้าที่อยู่ลึกหลายคลิก The Art of SEO บทที่ 10 วางการ crawl เป็นขั้นแรกของการ audit เว็บ ตัวเลือกเครื่องมือทั้งฟรีและเสียเงินรวมไว้ที่ SEO Tools ฟรีและเสียเงิน ถ้าเจอลิงก์ที่ชี้ไป URL เก่าซึ่ง redirect ต่อ ให้แก้ลิงก์ให้ชี้ URL ปลายทางตรงๆ

AI SEO For Dummies บทที่ 14 เสนอวิธีเลือกหน้าที่ควรแก้ก่อนจากหน้าที่ impression สูงแต่ผลยังไม่ดี มุมนี้ใช้กับลิงก์ภายในได้ หน้าที่ Google แสดงบ่อยอยู่แล้วเป็นจุดส่งลิงก์ไปหน้าใหม่ที่ดี ส่วนการอ่าน impression อยู่ใน CTR, Impression และ Average Position คืออะไร

ภาพจำลองหน้าจอรายงาน Links แบบโครงร่าง มีหมายเลข 1 ถึง 3 กำกับ 1 เมนู Links ด้านซ้าย 2 ตาราง Top internally linked pages เรียงจากน้อยไปมาก 3 ป้ายเตือนว่าเป็นข้อมูลตัวอย่าง ไม่เกิน 1,000 แถว และไม่บอก nofollow
รายงาน Links ใช้ดูภาพรวมว่าหน้าไหนมีลิงก์ภายในน้อย แต่เป็นข้อมูลตัวอย่าง ต้องใช้คู่กับโปรแกรม crawl (ภาพจำลอง ไม่ใช่หน้าจอจริง ที่มา: Search Console Help, Links report ตรวจ 15 ต.ค. 2026)

Internal link กับ AI Search: ช่วยอะไร และยังไม่รู้อะไร

Internal link เป็นหนึ่งในแนวทางพื้นฐานที่ Google ให้ไว้สำหรับฟีเจอร์ AI ใน Google Search หน้า AI features and your website (อัปเดต 10 ธ.ค. 2025) ใส่ “Making your content easily findable through internal links on your website” ไว้ในรายการแนวทาง SEO ที่ใช้กับ AI Overviews และ AI Mode และบอกว่าไม่มีข้อกำหนดเพิ่มเติมสำหรับการขึ้นในฟีเจอร์เหล่านี้ ดังนั้นลิงก์ภายในที่ดีสำหรับ Google Search ก็คือลิงก์ภายในที่ดีสำหรับ AI ของ Google ด้วย

สิ่งที่ยังไม่มีหลักฐานคือ ลิงก์ภายในทำให้ AI เลือกอ้างหน้าเราบ่อยขึ้นแค่ไหน เราไม่พบเอกสารทางการหรือข้อมูลที่วัดเรื่องนี้ จึงไม่ควรเชื่อคำโฆษณาว่าเติมลิงก์แล้ว AI จะอ้างทันที สิ่งที่พูดได้คือ AI ต้องหาหน้าเจอก่อนจะอ้างได้ AI SEO For Dummies บทที่ 10 ให้ตรวจหน้าที่บอทเข้าไม่ถึง และบทที่ 11 ให้ใช้ลิงก์แบบ hub-and-spoke เป็นพื้นฐาน ภาพรวมว่า AI Search คืออะไรอยู่ที่ AI Search คืออะไร ส่วนแต่ละฟีเจอร์อยู่ที่ AI Overview คืออะไร และ Google AI Mode คืออะไร

AI ตอบเรื่อง internal link ว่ายังไง (สังเกต 15 ต.ค. 2026 ครั้งเดียวต่อแพลตฟอร์ม n=1 ไม่ใช่อัตรา)

  • Google AI Overview (คำค้น “internal link คือ” และ “internal link” ประเทศไทย เดสก์ท็อป): ขึ้นทั้งสองคำ ตอบนิยาม ประโยชน์ 3 ข้อ และเทคนิค 3 ข้อ อ้างบล็อกและเว็บบริการในไทยเป็นหลัก ไม่อ้างเอกสาร Google และยกเรื่อง bounce rate เป็นประโยชน์ ข้อนี้ไม่มีในเอกสารลิงก์ของ Google ซึ่งอธิบายลิงก์ในแง่การหาหน้าและเข้าใจหน้าเท่านั้น
  • OpenAI ผ่าน API (ChatGPT) (gpt-4.1-mini เปิดค้นเว็บ ภาษาไทย): โครงคล้ายกัน เพิ่มข้อแนะนำให้ตรวจ orphan pages อ้างบล็อกเครื่องมือ SEO ภาษาอังกฤษและเว็บไทย ไม่อ้างเอกสาร Google และไม่มีตัวเลข

ทั้งสองแพลตฟอร์มไม่มีข้อมูลจริงหรือเอกสารต้นฉบับในคำตอบ ช่องว่างนี้คือเหตุผลที่บทความนี้อ้างเอกสาร Google ทุกจุดและใส่ข้อมูลเว็บเราเอง

การ์ดสองคอลัมน์ คอลัมน์ซ้ายสิ่งที่มีแหล่งยืนยัน เอกสาร AI features ของ Google ใส่ internal link ในรายการแนวทาง และไม่มีข้อกำหนดเพิ่ม คอลัมน์ขวาสิ่งที่ยังไม่มีหลักฐาน ลิงก์ภายในทำให้ AI อ้างบ่อยขึ้นแค่ไหน ด้านล่างแถบคำตอบ AI สองแพลตฟอร์ม ป้าย n=1
สำหรับ AI ของ Google ลิงก์ภายในเป็นพื้นฐานเดียวกับ SEO ส่วนผลต่อการถูก AI อ้างยังไม่มีข้อมูลวัด (ที่มา: Google Search Central, AI features and your website อัปเดต 10 ธ.ค. 2025 · สังเกตคำตอบ AI 15 ต.ค. 2026 n=1)

ทำ internal link ใน WordPress ให้ง่ายและไม่พัง

การใส่ internal link ใน WordPress ทำได้จากตัวแก้ไขบทความโดยตรง เลือกข้อความที่จะเป็นลิงก์ กดปุ่มลิงก์ แล้วพิมพ์ชื่อบทความที่ต้องการ ระบบจะค้นโพสต์และหน้าในเว็บให้เลือก วิธีนี้ได้ลิงก์ <a href> ปกติที่ Google อ่านได้ งานที่ยากกว่าการใส่ลิงก์คือการดูแลลิงก์เมื่อเว็บเปลี่ยน

  • เปลี่ยน slug (ส่วนท้ายของ URL) ต้องมี redirect: ถ้าเปลี่ยน URL ของบทความ ให้ตั้ง redirect 301 จาก URL เก่า และแก้ลิงก์ภายในให้ชี้ URL ใหม่ตรงๆ
  • ลิงก์อัตโนมัติใช้อย่างระวัง: ปลั๊กอินที่แปลงคำเป็นลิงก์ให้อัตโนมัติทำให้ได้ลิงก์ทุกครั้งที่คำนั้นโผล่ แม้ประโยคนั้นไม่ได้พูดถึงหน้าปลายทาง ถ้าใช้ ให้ใช้เป็นข้อเสนอ แล้วคนตัดสินว่าลิงก์ไหนช่วยคนอ่านจริง
  • กล่องบทความที่เกี่ยวข้องไม่แทนลิงก์ในเนื้อหา: กล่องนี้ช่วยให้คนอ่านไปต่อ แต่ไม่มีประโยคที่บอกบริบทของแต่ละลิงก์
  • หน้าที่สร้างด้วย page builder: เช็กปุ่มและเมนูว่า render ออกมาเป็น <a href> จริง ตามวิธีใน หัวข้อลิงก์ที่ Google เห็น
ภาพจำลองตัวแก้ไขบทความแบบโครงร่าง ข้อความในย่อหน้าถูกเลือก มีกล่องใส่ลิงก์เด้งขึ้น พิมพ์ชื่อบทความแล้วมีรายการโพสต์ในเว็บให้เลือก มีหมายเลข 1 ถึง 3 กำกับ เลือกข้อความ กดปุ่มลิงก์ เลือกบทความ
ใส่ลิงก์ภายในจากตัวแก้ไขด้วยการค้นชื่อบทความ ได้ลิงก์ a href ปกติ (ภาพจำลอง ไม่ใช่หน้าจอจริง)

เคสจริง: เว็บเราลิงก์กันยังไง และยังมีจุดต้องแก้

เว็บ The Missing Piece มี internal link ในเนื้อบทความ 1,107 ลิงก์ จาก 54 บทความที่ publish (ข้อมูล 15 ต.ค. 2026) ภาพรวมเป็นไปตามกฎที่เราวาง แต่ข้อมูล ณ วันที่สำรวจก็ชี้จุดที่ยังไม่ดี 4 จุด (แก้ไปแล้ว 3 จุดในวันเดียวกัน) เราเปิดทั้งสองด้าน เพราะเว็บของเราเองก็ยังมีจุดต้องแก้ และวิธีที่เราหาเจอใช้กับเว็บของคุณได้เลย

ตัวชี้วัดค่า (15 ต.ค. 2026)
Internal link ในเนื้อบทความทั้งหมด1,107 ลิงก์ (แสดงบนหน้าจริง 1,089 อีก 18 ถูกซ่อนเพราะปลายทางยังไม่ publish)
ต่อบทความ: มัธยฐาน (ต่ำสุด–สูงสุด)19.5 (9–69)
ปลายทางไม่ซ้ำต่อบทความ (มัธยฐาน)14 หน้า
Internal link ที่ใส่ nofollow0
ลิงก์เข้าจากบทความอื่น: มัธยฐาน (ช่วง)7 บทความ (0–44)
บทความที่ publish 15 ต.ค. (19 ชิ้น) เทียบบทความก่อนหน้า (35 ชิ้น)ลิงก์เข้ามัธยฐาน 5 เทียบ 11
หน้ากำพร้า (ไม่มีบทความอื่นลิงก์มา)1 หน้า (เติมลิงก์แล้ววันเดียวกัน)
Anchor คำทั่วไปล้วน เช่น “คลิกที่นี่”0 ลิงก์
ภาพรวมลิงก์ภายในของเว็บเรา (ที่มา: WordPress REST API ของ The Missing Piece 15 ต.ค. 2026 ราว 09:00 · n = 54 บทความ · นับเฉพาะเนื้อบทความ)

1. บทความใหม่ได้ลิงก์เข้าครึ่งเดียวของบทความเก่า

บทความ 19 ชิ้นที่ publish เมื่อ 15 ต.ค. 2026 มีบทความอื่นลิงก์มามัธยฐาน 5 ชิ้น ส่วนบทความ 35 ชิ้นที่ publish ก่อนหน้ามีมัธยฐาน 11 ชิ้น บทความใหม่ได้ลิงก์จาก pillar ตอน publish แล้ว แต่ลิงก์ข้างจากบทความเก่ายังตามไม่ทัน ณ วันที่สำรวจ หน้าที่ลิงก์เข้าน้อยที่สุดเป็นบทความใหม่ทั้งหมด คือ /llm/ (0) Google AI Mode (1) และ Search Intent คืออะไร (2) บทเรียนคือ งานลิงก์ไม่จบตอนกด publish ต้องมีขั้นกลับไปเติมลิงก์จากหน้าเก่า 2–3 หน้าทุกครั้ง

หลังเห็นตัวเลขนี้ เราเติมลิงก์ข้างจากบทความเก่าที่พูดถึงเรื่องเดียวกันในวันเดียวกัน (15 ต.ค. 2026) นับซ้ำจาก REST API หลังแก้ได้ว่า /llm/ มีบทความลิงก์มา 5 ชิ้น (จาก 0) Google AI Mode 9 ชิ้น (จาก 1) และ Search Intent 5 ชิ้น (จาก 2) เราจะดูวันที่ Google crawl ล่าสุดใน URL Inspection และ impression ใน Search Console อีก 2–4 สัปดาห์ แล้วอัปเดตผลในหน้านี้ (3 หน้าเป็นข้อสังเกต ไม่ใช่ผลทดลองที่สรุปได้)

กราฟแท่งสองแท่ง บทความที่ publish ก่อน 15 ตุลาคม 35 ชิ้น ลิงก์เข้ามัธยฐาน 11 บทความที่ publish 15 ตุลาคม 19 ชิ้น ลิงก์เข้ามัธยฐาน 5 ด้านข้างมีแถบกระจายลิงก์เข้า 0 ลิงก์ 1 บทความ 1 ถึง 2 ลิงก์ 2 บทความ 3 ถึง 5 ลิงก์ 16 บทความ 6 ถึง 10 ลิงก์ 14 บทความ 11 ขึ้นไป 21 บทความ
บทความใหม่ได้ลิงก์เข้าราวครึ่งหนึ่งของบทความเก่า เพราะลิงก์ย้อนจากบทความเก่ายังไม่ได้เติม (ที่มา: ข้อมูลลิงก์ภายในของ The Missing Piece 15 ต.ค. 2026 · n = 54 บทความ · นับบทความต้นทาง 1 ครั้งต่อบทความ)

2. ลิงก์ข้ามหมวดไปทางเดียว

บทความหมวด SEO ลิงก์ไปหมวด AI Search 111 ลิงก์ แต่หมวด AI Search ลิงก์กลับมาหมวด SEO แค่ 29 ลิงก์ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่บทความ SEO ของเรามักมีหัวข้อ “ในยุค AI Search” ที่ลิงก์ออกไป แต่บทความ AI Search ไม่ค่อยย้อนกลับมาที่พื้นฐาน SEO ทั้งที่จุดยืนของเราคือ SEO เป็นฐานของ AI Search งานที่ต้องทำคือเติมลิงก์จากบทความ AI Search กลับมาที่บทความพื้นฐานอย่าง SEO คืออะไร ตรงจุดที่พูดถึงพื้นฐานจริง

แผนภาพลูกศรระหว่างสามหมวด SEO ไป AI Search 111 ลิงก์ ลูกศรหนา AI Search กลับ SEO 29 ลิงก์ ลูกศรบาง AI at Work ไป AI Search 19 ลิงก์ AI Search ไป AI at Work 13 ลิงก์ SEO ไป AI at Work 5 ลิงก์ AI at Work ไป SEO 2 ลิงก์ และลิงก์ภายในหมวดเดียวกัน SEO 303 AI Search 238 AI at Work 33
ลิงก์ข้ามหมวดไม่สมดุล SEO ลิงก์ไป AI Search เกือบ 4 เท่าของที่ AI Search ลิงก์กลับ (ที่มา: ข้อมูลลิงก์ภายในของ The Missing Piece 15 ต.ค. 2026 · หมวดตาม category ใน WordPress · ไม่นับลิงก์ไปหน้า /people/ และ /learn/)

3. Anchor ส่วนใหญ่บรรยายปลายทาง แต่เจอ 2 จุดที่ผิดกฎของเราเอง

Anchor ของลิงก์ภายในทั้ง 1,107 ลิงก์แบ่งได้ 5 แบบ วลีหัวข้อสั้น 336 ลิงก์ (30%) แบบคำถาม “X คืออะไร” 312 ลิงก์ (28%) ประโยคบรรยายยาว 225 ลิงก์ (20%) ชื่อคนหรือแบรนด์ 122 ลิงก์ (11%) และลิงก์ไปหน้าเรียน 112 ลิงก์ (10%) ไม่มี anchor คำทั่วไปล้วนเลย แต่เมื่อดูว่า anchor เดียวกันชี้ไปไหนบ้าง เราเจอ 2 จุดที่ผิดกฎของเราเอง

  • Anchor “AI Search” ชี้ 2 ปลายทาง: ณ วันที่สำรวจ 3 ครั้งชี้ไปหน้าหมวด AI Search อีก 4 ครั้งชี้ไปบทความ AI Search คืออะไร คำเดียวกันพาไปคนละหน้า ทำให้สัญญาณว่าหน้าไหนเป็นเจ้าของเรื่องนี้ไม่ชัด แก้แล้ววันเดียวกัน: anchor “AI Search” ทุกจุดชี้บทความ AI Search คืออะไร ส่วนลิงก์ไปหน้าหมวดเปลี่ยนเป็น “บทความ AI Search ทั้งหมด”
  • Anchor “วิธีเขียน title ให้คนคลิก” ชี้ไปหน้า pillar: ลิงก์นี้ใส่ไว้ก่อนบทความ Title Tag จะ live ตอนนี้หน้าที่ตรงที่สุดคือ Title Tag คืออะไร จึงต้องย้ายปลายทาง (แก้แล้ววันเดียวกัน: ชี้ไปหัวข้อความยาวในบทความ Title Tag)
กราฟแท่งแนวนอนประเภท anchor ของลิงก์ภายใน 1,107 ลิงก์ วลีหัวข้อสั้น 336 ลิงก์ ร้อยละ 30 แบบคำถาม X คืออะไร 312 ลิงก์ ร้อยละ 28 ประโยคบรรยายยาว 225 ลิงก์ ร้อยละ 20 ชื่อคนหรือแบรนด์ 122 ลิงก์ ร้อยละ 11 หน้าเรียน 112 ลิงก์ ร้อยละ 10 คำทั่วไปล้วน 0 ลิงก์
Anchor ของเรามีหลายแบบตามธรรมชาติ และไม่มีคำทั่วไปล้วน (ที่มา: ข้อมูลลิงก์ภายในของ The Missing Piece 15 ต.ค. 2026 · n = 1,107 ลิงก์ · จัดประเภทด้วยกฎความยาวและรูปแบบคำ)

4. ลิงก์ล่วงหน้า และบทเรียนว่าอย่านับจากไฟล์ต้นฉบับ

เราเขียนลิงก์ไปบทความที่ยังไม่ publish ไว้ล่วงหน้า 18 ลิงก์ ไป 12 หน้า ถ้าปล่อยไว้จะกลายเป็นลิงก์ 404 ให้คนคลิก เว็บเราจึงมีตัวกัน (link guard) ที่แปลงลิงก์พวกนี้เป็นข้อความธรรมดาบนหน้าจริง และเปลี่ยนกลับเป็นลิงก์เองเมื่อหน้าปลายทาง publish ข้อควรรู้คือ เครื่องมือที่อ่าน HTML ต้นทางหรือ API จะยังเห็นลิงก์เหล่านี้ ตัวเลขจึงต่างกัน 1,107 กับ 1,089

อีกบทเรียนคือ รอบแรกเรานับลิงก์จากไฟล์ต้นฉบับบทความบนเครื่อง ได้ 823 ลิงก์ แต่เมื่อนับจากหน้าที่ publish จริงได้ 1,107 ลิงก์ มากกว่า 35% เพราะลิงก์จำนวนมากถูกเติมตอน publish และตอนปรับบทความ ถ้าจะตรวจลิงก์ภายใน ให้นับจากหน้าจริงเสมอ ไม่ใช่จากไฟล์ร่าง

ข้อจำกัดของข้อมูลชุดนี้:

  • นับเฉพาะเนื้อบทความ ไม่นับเมนู header footer sidebar กล่องบทความที่เกี่ยวข้อง และกล่อง CTA จากเทมเพลต
  • เป็นข้อมูลครั้งเดียว (15 ต.ค. 2026 ราว 09:00) บทความ 19 ชิ้นเพิ่ง publish วันนั้น ตัวเลขลิงก์เข้าจะเปลี่ยนเมื่อเราเติมลิงก์ข้าง
  • ตัวเลขหลักมาจาก API ซึ่งรวม 18 ลิงก์ที่ถูกซ่อนบนหน้าจริง และหน้าที่สร้างด้วย page builder ให้ข้อมูลไม่ครบ จึงไม่รวมในสถิติบทความ
  • เป็นเว็บเดียว ใช้เป็นตัวอย่างวิธีตรวจ ไม่ใช่ค่ามาตรฐานของเว็บไทย
การ์ดรายการแก้ 4 ข้อของเว็บเราพร้อมป้ายสถานะ 1 เติมลิงก์ข้างให้บทความใหม่ที่ลิงก์เข้าน้อย แก้แล้ว 15 ตุลาคม 2 เติมลิงก์จากหมวด AI Search กลับหมวด SEO ยังไม่แก้ 3 ให้ anchor AI Search ชี้ปลายทางเดียว แก้แล้ว 15 ตุลาคม 4 ย้ายลิงก์วิธีเขียน title ไปบทความ Title Tag แก้แล้ว 15 ตุลาคม
รายการแก้ที่ได้จากการตรวจเว็บเราเอง พร้อมสถานะหลังแก้วันเดียวกัน (ที่มา: ข้อมูลลิงก์ภายในของ The Missing Piece 15 ต.ค. 2026 ราว 09:00 และนับซ้ำหลังแก้วันเดียวกัน)

เช็กลิสต์วาง internal link 10 ข้อ

เช็กลิสต์นี้สรุปทุกหัวข้อในบทความเป็นงานที่ทำได้ทันที ใช้ตอน publish บทความใหม่ และใช้ตรวจทั้งเว็บเดือนละครั้ง

  1. ทุกหน้าที่สำคัญมีลิงก์จากหน้าอื่นในเว็บอย่างน้อย 1 หน้า (ไม่มีหน้ากำพร้า)
  2. ลิงก์ทุกเส้นเป็น <a href> จริง รวมปุ่มและเมนู
  3. Anchor บรรยายปลายทาง กระชับ เกี่ยวข้อง ไม่มี “คลิกที่นี่”
  4. Anchor เดียวกันชี้ไปปลายทางเดียวกันทั้งเว็บ
  5. ลิงก์อยู่ในเนื้อหาตรงจุดที่พูดถึงเรื่องนั้น ไม่พึ่งเมนูกับ footer อย่างเดียว
  6. บทความลูกลิงก์ขึ้นหน้า hub และหน้า hub ลิงก์ลงบทความลูก
  7. บทความใหม่ได้ลิงก์ย้อนจากบทความเก่าที่เกี่ยวข้อง 2–3 ชิ้น หลัง publish
  8. ไม่มี nofollow ในลิงก์ภายใน
  9. ลิงก์ชี้ URL ปลายทางตรงๆ ไม่ผ่าน redirect และไม่มี 404
  10. ตรวจซ้ำจากหน้าจริงด้วยโปรแกรม crawl และรายงาน Links ใน Search Console เดือนละครั้ง
การ์ดเช็กลิสต์ 10 ข้อ แบ่งเป็นสามกลุ่ม กลุ่มลิงก์ที่ Google เห็น กลุ่มข้อความและตำแหน่งลิงก์ และกลุ่มดูแลหลัง publish แต่ละข้อมีช่องติ๊ก
เช็กลิสต์ internal link 10 ข้อ ใช้ตอน publish และตอนตรวจเว็บรายเดือน (ภาพจำลอง สรุปจากบทความนี้)

ถ้าอยากปูพื้นงานค้นหาทั้งระบบทีละขั้นก่อน เริ่มที่ เรียน SEO ฟรีทีละขั้น

Internal link เป็นหนึ่งในงาน on-page ส่วนภาพรวมของงานทั้งหมดอยู่ที่ SEO คืออะไร บทความนี้เขียนโดยทีม The Missing Piece นำโดย ไอซ์ ศิริพงษ์ จากเอกสารทางการของ Google และข้อมูลลิงก์ภายในของเว็บเราเอง

อยากให้การตรวจลิงก์ภายใน หาหน้ากำพร้า และวัดผลทำงานต่อเองทุกสัปดาห์ ทั้งบน Google และในคำตอบ AI: คอร์สเรียน SEO & AI Search แบบ Agentic สอนสด 2 วันด้วย Claude Code (จ. 21 – อ. 22 ธ.ค. 2026) สร้าง agent ที่วัดว่า ChatGPT กับ Gemini พูดถึงแบรนด์คุณไหม แล้วทำงานกับเว็บของคุณต่อทุกสัปดาห์

คำถามที่พบบ่อย

Internal link คืออะไร

Internal link คือลิงก์จากหน้าหนึ่งไปอีกหน้าหนึ่งในเว็บไซต์เดียวกัน เขียนด้วยแท็ก <a href> Google ใช้ลิงก์ภายในเพื่อหาหน้าใหม่และเข้าใจว่าแต่ละหน้าเกี่ยวกับอะไร ส่วนคนอ่านใช้เพื่อไปเรื่องถัดไป

Internal link กับ external link ต่างกันยังไง

Internal link ชี้ไปหน้าในเว็บเดียวกัน external link ชี้ออกไปเว็บอื่น ส่วน backlink คือลิงก์จากเว็บอื่นเข้ามาหาเรา internal link เป็นชนิดเดียวที่เราคุมได้เองทั้งต้นทางและปลายทาง

หน้าหนึ่งควรมี internal link กี่ลิงก์

ไม่มีจำนวนที่ถูกต้อง เอกสาร Google (อัปเดต 10 ธ.ค. 2025) บอกว่าไม่มีจำนวนลิงก์ที่ดีที่สุดต่อหน้า ในเว็บเราบทความมีลิงก์ภายในในเนื้อหามัธยฐาน 19.5 ลิงก์ (15 ต.ค. 2026) ใช้เป็นบริบทได้ แต่ไม่ใช่เป้าที่ต้องทำตาม

Orphan page คืออะไร

Orphan page คือหน้าที่ไม่มีหน้าอื่นในเว็บลิงก์มา คนอ่านและบอทหาเจอยาก Google แนะนำว่าทุกหน้าที่สำคัญควรมีลิงก์จากหน้าอื่นอย่างน้อย 1 หน้า หาได้โดยเทียบรายการใน sitemap กับหน้าที่โปรแกรม crawl เดินไปถึง

ควรใส่ nofollow ให้ลิงก์ภายในไหม

ไม่ควร Google แนะนำ nofollow ในบริบทลิงก์ออกไปแหล่งที่ไม่ไว้ใจ ไม่ใช่หน้าของเราเอง ถ้าไม่อยากให้หน้าไหนขึ้นผลค้นหา ให้ใช้ noindex บนหน้านั้นแทน

Internal link ช่วยให้ติด AI Overviews ไหม

Google ใส่การทำให้เนื้อหาหาเจอง่ายผ่าน internal link ไว้ในแนวทางพื้นฐานสำหรับ AI Overviews และ AI Mode (อัปเดต 10 ธ.ค. 2025) และบอกว่าไม่มีข้อกำหนดเพิ่ม แต่ยังไม่มีข้อมูลที่วัดว่าลิงก์ภายในเพิ่มโอกาสถูก AI อ้างแค่ไหน ให้ทำเป็นพื้นฐาน ไม่ใช่ทางลัด

แหล่งอ้างอิง

  • Google Search Central, Link best practices for Google (อัปเดต 10 ธ.ค. 2025: ลิงก์ที่ crawl ได้, ตำแหน่งและการเขียน anchor text, รูปที่เป็นลิงก์ใช้ alt, ไม่มีจำนวนลิงก์ที่ดีที่สุด, ทุกหน้าควรมีลิงก์จากหน้าอื่นอย่างน้อย 1 หน้า, nofollow ในหัวข้อลิงก์ออก) (ตรวจ 15 ต.ค. 2026)
  • Google Search Central, SEO Starter Guide (อัปเดต 10 ธ.ค. 2025: Google หาหน้าใหม่ผ่านลิงก์จากหน้าที่ crawl แล้ว · ตรวจ 16 ต.ค. 2026: จัดเว็บให้เป็นระบบ จัดหน้าหัวข้อคล้ายกันไว้ในโฟลเดอร์เดียวกัน sitemap ไม่บังคับ และส่วนของ URL แสดงเป็น breadcrumb ในผลค้นหาได้)
  • Google Search Central, AI features and your website (อัปเดต 10 ธ.ค. 2025 ตรวจ 15 ต.ค. 2026: internal link อยู่ในรายการแนวทาง และไม่มีข้อกำหนดเพิ่มสำหรับ AI Overviews และ AI Mode)
  • Google Search Central, A guide to Google Search ranking systems (อัปเดต 10 ธ.ค. 2025 ตรวจ 15 ต.ค. 2026: PageRank ยังเป็นส่วนของระบบจัดอันดับหลัก)
  • Google Search Central, Breadcrumb (BreadcrumbList) structured data (อัปเดต 8 ก.ย. 2026)
  • Google Search Central, Block Search indexing with noindex (อัปเดต 10 ธ.ค. 2025: noindex ใช้กันไม่ให้หน้าขึ้นผลค้นหา)
  • Search Console Help, Links report (ไม่ระบุวันที่ ตรวจ 15 ต.ค. 2026: ตาราง Top internally linked pages, ข้อมูลตัวอย่าง, ไม่เกิน 1,000 แถว)
  • ข้อมูลของ The Missing Piece: ลิงก์ภายในในเนื้อบทความ 54 บทความ จาก WordPress REST API ของเว็บเราเอง เก็บ 15 ต.ค. 2026 ราว 09:00 ครั้งเดียว (ไม่นับเมนู footer และกล่องจากเทมเพลต) · ตรวจหน้า live 2 หน้าทั้งหน้า 15 ต.ค. 2026 · สังเกตคำตอบ Google AI Overview และ OpenAI ผ่าน API (ChatGPT) (15 ต.ค. 2026 ครั้งเดียวต่อแพลตฟอร์ม n=1 ไม่ใช่อัตรา)
  • Nathan Gotch, AI SEO For Dummies (Wiley, 2026), บทที่ 9 (หน้าหลักหนึ่งหน้ากับหน้าสนับสนุนหลายหน้า) · บทที่ 10 (ตรวจเว็บสองมุม HTML ดิบกับ render และหน้าที่บอทเข้าไม่ถึง) · บทที่ 11 (ลิงก์ภายในแบบ hub-and-spoke เป็นพื้นฐานที่บอทเข้าใจ) · บทที่ 13 (ทำหัวข้อให้ลึกหลายชั้น) · บทที่ 14 (เลือกแก้หน้าที่ impression สูงแต่ผลยังไม่ดีก่อน)
  • Eric Enge, Stephan Spencer, Jessie Stricchiola, The Art of SEO, 4th ed. (O’Reilly, 2023), บทที่ 7 (ลิงก์ที่ crawl ได้ · โครงเว็บแบบแบนกับแบบลึก) · บทที่ 10 (ใช้การ crawl เป็นขั้นแรกของการ audit)

อัปเดต 16 ต.ค. 2026: เพิ่มคำตอบว่าโครงสร้างเว็บไซต์คืออะไรในมุม SEO พร้อมภาพความลึกของคลิก · ตรวจข้อมูลล่าสุด: 15 ต.ค. 2026 (หัวข้อโครงสร้างเว็บไซต์: 16 ต.ค. 2026) · แก้แล้ว: ลิงก์ข้างให้ /llm/ Google AI Mode และ Search Intent · anchor “AI Search” ชี้ปลายทางเดียว · “วิธีเขียน title ให้คนคลิก” ชี้ไป Title Tag · ยังเหลือ: ลิงก์จากบทความ AI Search กลับบทความ SEO · เราจะนับซ้ำและอัปเดตตัวเลขในหน้านี้