
สรุปสั้น (TL;DR)
On-page SEO คือการปรับสิ่งที่อยู่บนหน้าเว็บเอง ได้แก่ เนื้อหา title หัวข้อ คำอธิบาย รูป และลิงก์ภายใน ให้ Google กับ AI เข้าใจว่าหน้านี้ตอบคำถามอะไร และให้คนอยากคลิก งานที่ได้ผลมากที่สุดคือทำให้เนื้อหาตรงกับสิ่งที่คนค้น (search intent ดู Search Intent คืออะไร) ส่วนกฎเก่าอย่าง meta keywords, keyword density หรือ “title ต้องไม่เกิน 60 ตัวอักษร” ไม่ได้อยู่ในเอกสารของ Google แล้ว
- Google ระบุว่า title และ meta description ไม่มีขีดจำกัดความยาว แต่ตัด title ให้พอดีความกว้างหน้าจอ จากการสำรวจของเราในหน้าไทยที่ติด 10 อันดับแรกบนเดสก์ท็อป 264 หน้า (7 ต.ค. 2026) title ถูกตัดที่ราว 580 พิกเซล ส่วนที่ยังเห็นยาวราว 58 ตัวอักษร (ค่ากลาง) ตัวเลข “60 ตัวอักษร” จึงใช้กับ title ไทยเป็นค่าประมาณได้ แต่ไม่ใช่กฎ
- Google เปลี่ยน title ที่เว็บเขียนไว้ 47% แต่ส่วนใหญ่แค่ตัดชื่อแบรนด์ท้าย title (34%) เขียนใหม่ทั้งประโยคเพียง 11% และในหน้าที่มี meta description ข้อความใต้ลิงก์ (snippet) ไม่ได้มาจาก meta description ถึง 72%
- ยุค AI Search ใช้ on-page ชุดเดิมเป็นฐาน และเพิ่มเรื่องการเขียนย่อหน้าที่อ่านเดี่ยวได้ ตาราง และข้อมูลที่ต่างจากคู่แข่ง
สารบัญ
On-Page SEO คืออะไร
On-page SEO (การทำ SEO บนหน้าเว็บ) คือการปรับทุกอย่างที่อยู่ในหน้าเว็บหน้าหนึ่ง ให้ search engine และ AI เข้าใจว่าหน้านี้เกี่ยวกับอะไร ตอบคำถามไหน และควรแสดงให้ใครเห็น ส่วนประกอบหลักคือเนื้อหา title หัวข้อ (H1, H2) ย่อหน้าแรก รูปและ alt ลิงก์ภายใน meta description URL และข้อมูลผู้เขียนกับวันที่ ทั้งหมดนี้เจ้าของเว็บแก้เองได้ทันที ต่างจาก off-page ที่ต้องรอคนอื่นพูดถึง
คู่มือ SEO สำหรับมือใหม่ของ Google (อัปเดต ธ.ค. 2025) สรุปหลักไว้ตรงกันว่า ให้ทำเนื้อหาที่มีประโยชน์ อ่านง่าย ใช้คำที่คนค้นจริง และจัดหน้าให้คนกับ Google เข้าใจโครงสร้าง The Art of SEO บทที่ 7 เรียกงานส่วนนี้ว่าการวาง keyword ให้ตรงจุด (keyword targeting) ทั้งใน title, heading, เนื้อหา และรูป ส่วนภาพรวมของ SEO ทั้งหมดอ่านได้ที่ SEO คืออะไร

On-Page ต่างจาก Off-Page และ Technical SEO ยังไง
On-page คือสิ่งที่อยู่ในหน้าเว็บแต่ละหน้า technical SEO คือระบบของทั้งเว็บที่ทำให้บอตเข้าถึงและเก็บหน้าได้ ส่วน off-page คือสัญญาณจากนอกเว็บ เช่น ลิงก์และการถูกพูดถึง หลายบทความยังนับ sitemap, robots.txt และ canonical เป็น on-page ทั้งที่เป็นเรื่องระดับเว็บ การแยกให้ชัดช่วยให้รู้ว่างานไหนนักเขียนทำได้เอง และงานไหนต้องให้ทีมเว็บช่วย
| On-Page SEO | Technical SEO | Off-Page SEO | |
|---|---|---|---|
| ทำที่ไหน | ในหน้าเว็บแต่ละหน้า | ระบบของทั้งเว็บ | นอกเว็บ |
| ตัวอย่าง | เนื้อหา title หัวข้อ รูป alt ลิงก์ภายใน meta description | robots.txt, sitemap, canonical, ความเร็ว, HTTPS, การ render | backlink, การถูกพูดถึงในเว็บอื่น, รีวิว |
| ใครทำ | นักเขียน / นักการตลาด | ทีมเว็บ / dev | PR / นักการตลาด |
| อ่านต่อ | บทความนี้ | Technical SEO คืออะไร · Sitemap คืออะไร | Off-Page SEO คืออะไร |
เช็กลิสต์ On-Page SEO 2026 เรียงตามผลที่ได้
ทำข้อบนก่อน เพราะข้อบนมีผลกับอันดับและการถูก AI หยิบไปตอบมากกว่า ข้อล่างช่วยให้ครบแต่ไม่ได้พลิกผลเอง ลำดับนี้เป็นการจัดของเรา อิงจากเอกสาร Google และเช็กลิสต์ที่เราใช้ตรวจทุกบทความก่อน publish
- เนื้อหาตอบ search intent และดีกว่าคู่แข่ง — ดูหน้าที่ติดอันดับอยู่ก่อนว่าคนค้นคำนี้ต้องการอะไร (นิยาม ขั้นตอน เปรียบเทียบ หรือราคา) แล้วตอบให้ครบกว่า มีข้อมูลที่หน้าอื่นไม่มี Google บอกว่าความยาวอย่างเดียวไม่มีผลกับอันดับ วิธีเลือกคำดูได้ที่ Keyword Research คืออะไร และวิธีเขียนดูที่ เขียนบทความ SEO ให้ติดอันดับ ถ้าเป็นบล็อกธุรกิจ ดู SEO Blog: บล็อกธุรกิจต้องมีอะไร
- 1 หน้า 1 เรื่องหลัก — แต่ละหน้ามี focus keyword เดียว ถ้าหลายหน้าพูดเรื่องเดียวกัน Google จะเลือกไม่ถูกว่าหน้าไหนควรขึ้น (keyword cannibalization หรือหน้าแย่งอันดับกันเอง)
- Title — บอกเรื่องของหน้าให้ชัด ขึ้นต้นด้วยคำหลัก ไม่ซ้ำกับหน้าอื่น ดูความยาวจากความกว้างพิกเซลในตัวอย่างหน้าผลค้นหา (SERP preview) ไม่ใช่นับตัวอักษรอย่างเดียว (รายละเอียดใน Title Tag คืออะไร)
- H1 และหัวข้อ H2 — H1 บอกเรื่องของหน้าและสอดคล้องกับ title ส่วน H2 เรียงตามคำถามที่คนอ่านจะถามต่อ Google บอกว่าลำดับ heading ไม่ต้องเป๊ะ แต่หัวข้อที่ชัดช่วยให้ทั้งคนและ AI แยกส่วนได้
- ย่อหน้าแรกตอบคำถามเลย — ประโยคแรกของแต่ละส่วนตอบคำถามของหัวข้อนั้น ไม่ปูพื้นยาว ย่อหน้าแบบนี้ถูกหยิบไปเป็นคำตอบได้ง่าย
- ลิงก์ภายใน — ลิงก์ไปหน้าหลักของหมวดและหน้าที่เกี่ยวข้อง ด้วยข้อความลิงก์ (anchor) ที่บอกว่าปลายทางคืออะไร (ดู Internal Link คืออะไร)
- รูป alt และ caption — ข้อความแทนรูป (alt) บรรยายสิ่งที่เห็นจริง ไม่ยัด keyword ชื่อไฟล์สั้นและสื่อความหมาย caption บอกว่ารูปนี้แสดงอะไร (ดู Alt Text คืออะไร และ Image SEO คืออะไร)
- Meta description — สรุปว่าคลิกแล้วได้อะไร Google จะใช้ meta description เมื่ออธิบายหน้าได้ตรงกว่าข้อความที่ดึงจากเนื้อหา และไม่มีขีดจำกัดความยาว (ดู Meta Description เขียนยังไง)
- URL — สั้น อ่านเข้าใจ คั่นด้วยขีด Google บอกว่า keyword ใน URL แทบไม่มีผลกับอันดับ ส่วน slug ภาษาไทยใช้ได้แต่ยาวมากเมื่อแชร์ เพราะถูกเข้ารหัส (ดูหัวข้อ ตั้ง URL/slug ยังไง: ภาษาไทยหรืออังกฤษ)
- ผู้เขียน วันที่ และ schema ที่ตรงกับหน้า — บอกว่าใครเขียน อัปเดตเมื่อไร และใช้ข้อมูลโครงสร้าง (schema) ประเภทที่ตรงกับเนื้อหาที่แสดงจริง (ดู Schema Markup คืออะไร และ E-E-A-T คืออะไร)

ความเห็นของผม (ไอซ์): ถ้ามีเวลา 30 นาที ผมจะเช็ก focus keyword ก่อนว่าสรุปแล้วหน้านี้พูดถึงเรื่องอะไร พอรู้ focus keyword แล้ว ผมจะวางโครงสร้างบทความตามหลัก SEO และ AI Search เพราะโครงสร้างต้องดีก่อน อาจ research keyword เพิ่ม และดูคู่แข่งหลายอันดับ เพื่อทำให้ content เราดีกว่าคู่แข่งในหลายมิติ ตอนนี้ให้ AI ช่วยวิเคราะห์มิติต่างๆ ได้เลย สุดท้ายคือเอา content ไปโปรโมท ทั้งในเว็บด้วย internal link และนอกเว็บด้วย backlink และในยุค AI Search ควรดูด้วยว่า AI คิดยังไง ถ้า AI เลือกเว็บอื่นมาแสดง เราก็ควรปรับกลยุทธ์ เอา content ไปลงที่นั่นด้วย
Title ภาษาไทยยาวได้แค่ไหน: ผลสำรวจหน้าไทยที่ติด 10 อันดับแรก
Title ไทยบนเดสก์ท็อปแสดงได้ราว 55–60 ตัวอักษร (นับรวมสระบนล่างและวรรณยุกต์) หรือราว 580 พิกเซล ก่อนถูกตัดด้วย “…” Google ไม่ได้จำกัดความยาว title แต่ตัดให้พอดีความกว้างหน้าจอ ตามเอกสาร title links ของ Google (ธ.ค. 2025) คำแนะนำ “ไม่เกิน 60 ตัวอักษร” มาจาก title ภาษาอังกฤษ เราจึงวัดจากผลค้นหาไทยจริงว่าใช้ได้แค่ไหน
เราเก็บผลค้นหา Google ไทยบนเดสก์ท็อป 10 อันดับแรกของ 44 คำค้น (7 ต.ค. 2026) ได้หน้าเว็บ 264 หน้า มี title ที่ถูกตัดด้วย “…” 52 หน้า (20%) ผลคือ title ถูกตัดเมื่อกว้างเกินราว 580 พิกเซล ส่วนที่ยังเห็นก่อน “…” กว้าง 516 พิกเซล (ค่ากลาง) ยาว 58 ตัวอักษรถ้านับทุกตัวรวมสระบนล่างและวรรณยุกต์แบบที่ปลั๊กอินนับ (ช่วงกลาง 55–61) หรือ 48 ตัวถ้านับเฉพาะตัวที่กินความกว้าง ตัวเลขจึงออกมาใกล้ 60 ตัวอักษรพอดี เพราะสระบนล่างที่ไม่กินที่ถูกชดเชยด้วยพยัญชนะไทยที่กว้างกว่าตัวอังกฤษ และ title ที่ยาวไม่เกิน 60 ตัวอักษร (นับทุกตัว) ถูกตัดเพียง 2.5% (3 จาก 121) ส่วน title ที่ยาวกว่า 60 ตัวอักษรถูกตัด 40% (46 จาก 115)
วิธีสำรวจ: เก็บผลค้นหาครั้งเดียว (7 ต.ค. 2026) บนเดสก์ท็อป 44 คำค้น ไม่รวมแพลตฟอร์มอย่าง Facebook, YouTube และ marketplace ไม่เปิดเผยชื่อเว็บ · title และ snippet เปลี่ยนได้ตามคำค้น อุปกรณ์ และเวลา · นับ snippet ว่ามาจาก meta description เมื่อข้อความช่วงต้นตรงกัน · ตัวเลขนี้ยังไม่ได้วัดบนมือถือ

ใช้ยังไง: ตั้ง title ไทยให้ยาวราว 55–60 ตัวอักษร หรือดูให้ไม่เกินเส้นใน SERP preview ของปลั๊กอิน SEO ซึ่งวัดเป็นพิกเซล ใส่คำหลักและสิ่งที่คนจะได้ไว้ต้น ส่วนที่ตัดได้ เช่น ชื่อแบรนด์ ไว้ท้าย title ที่ยาวกว่านั้นไม่ผิด Google ยังอ่านทั้งหมด แค่คนเห็นไม่ครบ ค่านี้วัดบนเดสก์ท็อป บนมือถือเรายังไม่ได้วัด
Google เขียน title และ description ใหม่บ่อยแค่ไหน และทำไม
เปลี่ยนบ่อย แต่ส่วนใหญ่แค่ตัดท้าย ในการสำรวจหน้าไทย 236 หน้าที่เทียบได้ Google แสดง title ตามที่เว็บเขียน 53% (บางหน้าถูกตัดท้ายด้วย “…”) ตัดบางส่วนออก 34% (เกือบทั้งหมดตัดหลังเครื่องหมาย | หรือ – ซึ่งมักเป็นชื่อแบรนด์) และเขียนใหม่ทั้งประโยคเพียง 11% เมื่อเขียนใหม่ เกือบครึ่ง (12 จาก 25) ใช้ข้อความจาก H1 ของหน้า รวมทุกแบบแล้ว Google เปลี่ยน title 47% ต่ำกว่าการศึกษาผลค้นหาภาษาอังกฤษที่พบว่า Google เปลี่ยน title 76% (ม.ค.–มี.ค. 2025) แต่วิธีนับและชุดคำค้นต่างกัน จึงเทียบกันตรงๆ ไม่ได้ Google เลือก title จากหลายที่ เช่น <title>, H1, หัวข้อที่เด่น, og:title และ anchor ของลิงก์ที่ชี้มา
Meta description ถูกแทนบ่อยกว่ามาก ใน 211 หน้าที่มี meta description ข้อความใต้ลิงก์ (snippet) ไม่ได้มาจาก meta description ถึง 72% เพราะ Google ดึงข้อความจากเนื้อหาที่ตรงกับคำค้นมาแทน meta description ที่สั้นกว่า 70 ตัวอักษรถูกแทน 17 จาก 19 หน้า และ 13% ของหน้าทั้งหมดไม่มี meta description เลย

ลดโอกาสโดนเขียนใหม่: เขียน title ให้ส่วนหน้าเข้าใจได้แม้ถูกตัดชื่อแบรนด์ออก ให้ title สอดคล้องกับ H1 และเนื้อหาจริง ไม่ยัดคำซ้ำ ไม่ใช้ title เดียวกันหลายหน้า และไม่ใส่ข้อความที่ไม่มีในหน้า ถ้า title หน้าไหนมีจำนวนครั้งที่แสดง (impression) เยอะแต่อัตราคลิก (CTR) ต่ำใน Search Console ให้ลองปรับ title ก่อน AI SEO For Dummies บทที่ 14 แนะนำให้เลือกแก้หน้าแบบนี้ก่อนหน้าอื่น ความหมายของสองตัวเลขนี้และเกณฑ์ที่ใช้เทียบอยู่ใน CTR กับ impression คืออะไร
ตั้ง URL/slug ยังไง: ภาษาไทยหรืออังกฤษ
Slug (ส่วนท้ายของ URL ที่บอกว่าหน้านี้คืออะไร เช่น on-page-seo ในที่อยู่ของหน้านี้) ตั้งเป็นภาษาไทยหรืออังกฤษก็ได้ เพราะเอกสาร URL structure ของ Google (อัปเดต 10 ธ.ค. 2025) แนะนำให้ใช้คำในภาษาของคนอ่าน รวมถึงคำทับศัพท์ และไม่ได้บอกว่าภาษาไหนได้อันดับดีกว่า ส่วนคู่มือ SEO สำหรับมือใหม่ของ Google บอกว่าคำใน URL แทบไม่มีผลกับอันดับ slug ภาษาไทยเหมาะกับหน้าที่คนอ่านเป็นคนไทยทั้งหมดและไม่ค่อยถูกแชร์ ส่วน slug ภาษาอังกฤษเหมาะกับหน้าที่ถูกแชร์บ่อยหรือทีมต้องพิมพ์ URL เป็นประจำ ข้อจำกัดของ slug ไทยคือ ตัวอักษรไทยต้องถูกเข้ารหัส (percent-encoding) ตามที่เอกสารฉบับเดียวกันแนะนำ ลิงก์ที่คัดลอกไปแชร์จึงยาวขึ้นหลายเท่า
ตัวอักษรไทย 1 ตัว (นับสระและวรรณยุกต์ด้วย) กลายเป็นรหัส 9 ตัวอักษรเมื่อเข้ารหัส ตัวอย่างชื่อไฟล์ “ส้มตำ” 5 ตัวที่กลายเป็น 45 ตัวอยู่ใน วิธีตั้งชื่อไฟล์รูปใน Image SEO และวิธีใส่ URL ภาษาไทยให้ถูกใน sitemap อยู่ใน Sitemap คืออะไร สร้างและส่งยังไง
| เรื่อง | Slug ภาษาไทย | Slug ภาษาอังกฤษ |
|---|---|---|
| อ่านง่ายสำหรับคนไทย | อ่านได้ทันทีในแถบที่อยู่ของเบราว์เซอร์ | อ่านได้ถ้าใช้คำที่คนไทยคุ้น เช่น on-page-seo หรือคำทับศัพท์ |
| ความยาวเมื่อแชร์ (percent-encoding) | คัดลอกจากแถบที่อยู่ของเบราว์เซอร์ไปวางใน LINE หรือ Facebook แล้วอาจกลายเป็นรหัส %E0%B8… ตัวไทยแต่ละตัวยาวเป็น 9 ตัวอักษร | ยาวเท่าที่เห็น |
| การพิมพ์ | ต้องสลับภาษาแป้นพิมพ์ระหว่างโดเมนกับ slug | พิมพ์ต่อได้ทั้งบรรทัด |
| ผลต่ออันดับ | ไม่ได้เปรียบหรือเสียเปรียบ Google แนะนำให้ใช้ภาษาของคนอ่านหรือคำทับศัพท์ | ไม่ได้เปรียบหรือเสียเปรียบ keyword ใน URL แทบไม่มีผลกับอันดับ |
| เมื่อไรควรใช้ | คนอ่านเป็นคนไทยทั้งหมด หน้าไม่ค่อยถูกแชร์ และระบบเว็บกับ sitemap เข้ารหัสถูกต้อง | หน้าที่ถูกแชร์บ่อย ทีมต้องพิมพ์ URL บ่อย หรือเว็บที่จะทำหลายภาษา |
ไม่ว่าจะเลือกภาษาไหน ให้ทำตาม 5 ข้อนี้
- ใช้ขีด (-) คั่นคำ — ไม่ใช้ขีดล่าง (_) เอกสารของ Google แนะนำขีดเพราะขีดล่างมักใช้กับคำที่ต้องอ่านติดกัน เช่น ชื่อฟังก์ชันในโค้ด
- ใช้ตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด — Google มองว่า /APPLE กับ /apple เป็นคนละ URL และแนะนำให้ใช้ตัวพิมพ์แบบเดียวกัน ตัวพิมพ์เล็กทั้งเว็บเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและช่วยป้องกัน URL ซ้ำ
- สั้นและอ่านแล้วรู้ว่าหน้าเรื่องอะไร — ใช้คำแทนเลข ID ยาวๆ ตัดคำที่ไม่จำเป็น และไม่ต้องยัด keyword เพราะ keyword ใน URL แทบไม่มีผลกับอันดับ
- ตั้งครั้งเดียวแล้วอย่าเปลี่ยน — ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยน ต้อง redirect แบบ 301 จาก URL เดิมไป URL ใหม่ WordPress พาคนจาก slug เดิมของโพสต์ไปหน้าใหม่ให้เอง แต่ควรเช็กทุกครั้ง (ดู วิธีตั้ง 301 redirect เมื่อเปลี่ยน URL)
- ถ้าใช้ WordPress ตั้ง Permalinks เป็น Post name — ตั้งที่ Settings → Permalinks ตั้งแต่เปิดเว็บ และแก้ช่อง slug ก่อนกดเผยแพร่ เพราะ WordPress สร้าง slug จากชื่อบทความ ชื่อไทยจึงได้ slug ไทยโดยอัตโนมัติ ถ้าเปลี่ยนโครงสร้างนี้ทีหลังโดยไม่ตั้ง 301 ลิงก์เดิมทั้งเว็บจะเสีย (ดู Technical SEO คืออะไร)
สิ่งที่คนเห็นในผลค้นหาไม่ได้มาจาก slug อย่างเดียว บนเดสก์ท็อป ถ้าหน้าไม่มี breadcrumb markup (โค้ดที่บอก Google ว่าหน้านี้อยู่หมวดไหน) Google อาจแสดง slug หรือชื่อโฟลเดอร์ใน URL แต่ถ้ามี Google แสดงชื่อหมวดภาษาไทยแทนได้ ส่วนบนมือถือ Google แสดงแค่โดเมนตั้งแต่ 23 ม.ค. 2025 (ดู Breadcrumb คืออะไร ทำให้ผลค้นหาแสดงชื่อหมวด)
คำแนะนำของเรา: ถ้าไม่แน่ใจ ให้ใช้ slug ภาษาอังกฤษสั้นๆ หรือคำทับศัพท์ที่คนไทยคุ้น เพราะแชร์และพิมพ์ง่ายกว่าโดยไม่เสียอันดับ บทความในเว็บนี้ใช้แบบนี้ เช่น /on-page-seo/ เลือก slug ภาษาไทยเมื่อคนอ่านเป็นคนไทยทั้งหมดและหน้าไม่ค่อยถูกแชร์ แล้วเช็กว่า sitemap เข้ารหัส URL ถูก ส่วนเว็บที่ใช้ slug ไทยอยู่แล้วและอันดับดี ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นอังกฤษ เพราะการเปลี่ยน URL ทั้งเว็บเสี่ยงกว่าสิ่งที่ได้
ความเชื่อเรื่อง On-Page ที่ล้าสมัยแล้ว (เทียบเอกสาร Google)
หลายข้อที่ยังสอนกันในไทยไม่มีในเอกสารของ Google แล้ว และบางข้อ Google เขียนไว้ตรงข้าม ตารางนี้เทียบความเชื่อที่ยังเห็นบ่อยในหน้าที่ติดอันดับและในคำตอบของ AI (ตรวจ 6 ต.ค. 2026) กับเอกสารฉบับล่าสุด
| ความเชื่อ | เอกสาร Google บอกว่า | เอกสาร (อัปเดต) |
|---|---|---|
| ต้องใส่ meta keywords | Google Search ไม่ใช้ meta keywords | SEO Starter Guide (ธ.ค. 2025) |
| Title ห้ามเกิน 60 ตัวอักษร | ไม่มีขีดจำกัด ตัดตามความกว้างหน้าจอ (title ไทยบนเดสก์ท็อปถูกตัดราว 580 พิกเซล หรือ 55–61 ตัวอักษร จากการสำรวจของเรา) | Title links (ธ.ค. 2025) |
| Meta description ต้อง 150–160 ตัวอักษร | ไม่มีขีดจำกัดความยาว | Snippets (เม.ย. 2026) |
| H1 มีได้ตัวเดียว และ heading ต้องเรียงลำดับ | ลำดับ heading ไม่สำคัญในมุมของ Search ใช้ heading ให้คนอ่านเข้าใจโครงหน้า | SEO Starter Guide (ธ.ค. 2025) |
| ต้องเขียนอย่างน้อย 300 / 1,000 / 2,000 คำ | ความยาวอย่างเดียวไม่มีผลกับอันดับ | SEO Starter Guide (ธ.ค. 2025) |
| Keyword density ต้อง 1–3% | การยัด keyword ผิดนโยบายสแปม และไม่มีตัวเลข density ในเอกสาร | Spam policies (ส.ค. 2026) |
| ใส่ keyword ใน URL ช่วยอันดับ | keyword ในโดเมนหรือ URL อย่างเดียวแทบไม่มีผล | SEO Starter Guide (ธ.ค. 2025) |
| ต้องทำ AMP (หน้าเว็บแบบเบาสำหรับมือถือ) / ต้องผ่าน FID | AMP ไม่ใช่เงื่อนไขแล้ว · FID (ตัววัดความเร็วตอบสนอง) ถูกแทนด้วย INP ตั้งแต่ 12 มี.ค. 2024 | Google Search Central Blog (เม.ย. 2021) · web.dev (ม.ค. 2024) |
| ต้องทำ schema หรือไฟล์พิเศษเพื่อขึ้น AI Overviews | ไม่มีข้อกำหนดเพิ่ม ไม่ต้องมี schema หรือไฟล์ AI พิเศษ | AI features and your website (ธ.ค. 2025) |
H1 หลายตัวไม่ผิด แต่สำหรับบทความทั่วไป H1 เดียวที่ตรงกับเรื่องของหน้าเข้าใจง่ายที่สุด AI SEO For Dummies บทที่ 11 ก็แนะนำแบบนั้นในมุมของ AI ส่วนความยาว บทที่ 22 ของเล่มเดียวกันบอกว่าเนื้อหายาวไม่ได้ดีกว่าเสมอ

ความเห็นของผม (ไอซ์): ที่เห็นบ่อยที่สุดคือใส่ keyword โดยไม่ดู intent จน Google สับสนว่าหน้านี้จะ focus keyword อะไร และหน้าในเว็บตัวเองแย่งอันดับกันเอง ผมเคยเจอตอนดูคำว่า “ประกันรถยนต์” กับ “ประกันรถยนต์ ชั้น 1” สอง URL แข่งกันเองจนไม่มีหน้าไหนได้อันดับดีเลย วิธีแก้คือลด keyword และปรับโครงสร้างให้ Google รู้ว่าแต่ละหน้าจะสื่อเรื่องอะไร หลังจากนั้นอันดับเด้งเข้าหน้าแรก และเมื่ออันดับดีแล้ว AI Search ก็มีโอกาสหยิบไปตอบมากขึ้น เพราะส่วนใหญ่ดึงมาจากผลค้นหาอันดับต้นๆ
On-Page ในยุค AI Search ต้องเพิ่มอะไร
Google ระบุว่าการขึ้น AI Overviews และ AI Mode (ดู Google AI Mode คืออะไร) ไม่มีข้อกำหนดเพิ่มจาก SEO ปกติ หน้าแค่ต้องถูก index และแสดง snippet ได้ แต่ AI แตกคำถามเป็นหลายคำค้นย่อย (query fan-out) และ AI SEO For Dummies บทที่ 4 ชี้ว่าคำตอบ AI มักหยิบเป็นช่วงย่อหน้ามากกว่าทั้งหน้า หน้าที่เขียนให้หยิบง่ายจึงได้เปรียบ Ahrefs (มี.ค. 2026) พบว่าหน้าที่ AI Overviews อ้างมีเพียง 38% ที่ติด 10 อันดับแรกของคำค้นนั้น อันดับยังสำคัญ แต่ย่อหน้าที่ตอบคำถามย่อยได้ตรงก็ถูกหยิบได้แม้ไม่ติดหน้าแรก (ขั้นอื่นนอกจาก on-page อ่านต่อใน วิธีทำ AI SEO ทีละขั้น)
- ย่อหน้าที่อ่านเดี่ยวได้ — ใช้ชื่อเรื่องแทน “มัน” หรือ “สิ่งนี้” เพราะ AI อาจตัดย่อหน้าไปใช้แยกจากบริบท (AI SEO For Dummies บทที่ 11)
- ตาราง — ในการทดสอบครั้งเดียวของเรา หน้าที่ Perplexity อ้างในเนื้อคำตอบมีตาราง 52% เทียบกับ 30% ของหน้าที่อยู่ในรายการแต่ไม่ถูกอ้าง (ผลทดสอบ AI Citation 80 คำตอบ) ส่วนนิยามในย่อหน้าแรกไม่ต่างกัน (68% กับ 70%) ยังเป็นผลเบื้องต้น ไม่ใช่สูตร
- นิยามและตัวเลขที่มีที่มา — ประโยคนิยามสั้นๆ และตัวเลขที่บอกแหล่งกับปี เป็นส่วนที่ AI ยกไปใช้ได้ทันที (AI SEO For Dummies บทที่ 23)
- ข้อมูลที่ต่างจากคู่แข่ง — ข้อมูลของเราเอง ประสบการณ์จริง หรือตัวอย่างที่หน้าอื่นไม่มี ทำให้ AI มีเหตุผลต้องเลือกหน้าเรา
- คำตอบไม่ซ่อน — ไม่ใส่คำตอบสำคัญไว้ในรูป แท็บ หรือ accordion ที่โหลดด้วย JavaScript

ความเห็นของผม (ไอซ์): เปลี่ยนไปเยอะ ในยุค AI Search การทำ on-page มีปัจจัยมากขึ้น เช่น ควรมีตารางในบทความ ใส่รายละเอียดที่ต่างจากคู่แข่ง และถ้าทำ brand brain ด้วย content เราจะแตกต่างและมีโอกาสถูก AI เรียกไปตอบมากขึ้น อีกเรื่องคือการตรวจ on-page ง่ายขึ้นมาก ถ้าเราสร้าง skill ตรวจ on-page ขึ้นมา ก็ตรวจบทความได้ครบทุกมิติ ทีม SEO ที่ยังให้คนนั่งตรวจเองจะตามหลังทีมที่ใช้ skill และ AI ช่วยทำงานอยู่ไกลมาก
Brand brain คืออะไร: คือชุดข้อมูลของธุรกิจคุณที่รวมไว้ในที่เดียว เช่น ข้อเท็จจริงของบริษัท สินค้าและบริการ ราคา ลูกค้าเป็นใคร ตัวเลขที่พิสูจน์ได้ ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในทีม และน้ำเสียงของแบรนด์ ทุกข้อมีที่มา แล้วให้ AI ใช้ข้อมูลชุดนี้ทุกครั้งที่ช่วยเขียนหรือตรวจคอนเทนต์
ประโยชน์ต่อธุรกิจคือเนื้อหาจะ unique กว่า เพราะ AI เขียนจากข้อมูลจริงของคุณแทนข้อมูลทั่วไปที่ทุกเว็บมี และเมื่อหน้าเว็บมีข้อมูลที่หน้าอื่นไม่มี AI ก็มีเหตุผลมากขึ้นที่จะดึงหน้าของคุณไปตอบ ข้อมูลบนทุกหน้าก็ตรงกันด้วย ตัวอย่างเช่น ร้านกาแฟที่ใส่แหล่งที่มาของเมล็ด วิธีคั่ว และคำถามที่ลูกค้าถามบ่อยไว้ใน brand brain เวลาให้ AI ช่วยเขียนหน้า “กาแฟคั่วกลางต่างจากคั่วเข้มยังไง” จะได้คำตอบที่อ้างเมล็ดและวิธีคั่วของร้านเอง ไม่ใช่คำอธิบายกลางๆ ที่เหมือนเว็บอื่น
ส่วนการตรวจ on-page ทีละข้อแบบในเช็กลิสต์ข้างบน ตอนนี้ให้ AI ทำตามเกณฑ์เดียวกันทุกครั้งได้ ด้วยการเขียนเกณฑ์เป็น skill (ชุดคำสั่งที่ AI ใช้ซ้ำได้) ทีมตรวจได้ครบทุกบทความเร็วขึ้นมาก แล้วใช้เวลาของคนไปกับการตัดสินใจและเพิ่มข้อมูลที่ AI หาเองไม่ได้
อยากมี brand brain และให้ AI Agent ช่วยตรวจ on-page เว็บของคุณเอง: คอร์ส Agentic SEO & AI Search สอนสด 2 วันด้วย Claude Code (จ. 21 – อ. 22 ธ.ค. 2026) สร้างไฟล์ Brand Brain ของแบรนด์คุณ และทีม AI Agent ที่ร่างการแก้หน้าเว็บให้คุณตรวจก่อนเผยแพร่ แล้วทำงานต่อทุกสัปดาห์
ตัวอย่างจริง: ตรวจ On-Page หน้าเว็บของเราทีละจุด
เราใช้หน้า Sitemap คืออะไร ของเว็บเราเป็นตัวอย่าง เพราะเป็นหน้าที่ผ่านเช็กลิสต์ก่อน publish ของเรา (6 ต.ค. 2026) ภาพนี้ชี้ว่าแต่ละจุดในเช็กลิสต์อยู่ตรงไหนของหน้าจริง

- H1 กับ title: title คือ “Sitemap คืออะไร สร้างและส่งให้ Google ยังไง (อัปเดต 2026) | The Missing Piece” คำหลักอยู่ต้น ชื่อแบรนด์อยู่ท้าย ส่วน H1 สอดคล้องกันแต่ยาวกว่าและไม่มีชื่อแบรนด์
- คำโปรย: สรุปว่าอ่านแล้วได้อะไร ใช้ข้อความเดียวกับ excerpt
- ผู้เขียนและวันที่: แสดงวันที่เผยแพร่และวันที่อัปเดต ลิงก์ไปหน้าผู้เขียน
- รูปหลัก: มี caption บอกว่ารูปหมายถึงอะไร
- สรุปสั้น: ประโยคแรกตอบว่า sitemap คืออะไร ตามด้วยข้อมูลของเราเอง คือผลสำรวจ sitemap เว็บไทย 62 เว็บ ซึ่งหน้าอื่นไม่มี
- ลิงก์ภายใน: ลิงก์ไปหน้า Search Engine คืออะไร และ robots.txt สำหรับ AI bots ตรงจุดที่พูดถึง
หลัง publish ให้ดูผลใน Search Console รายงาน Performance: ถ้ามี impression แต่ CTR ต่ำ ให้กลับมาปรับ title และย่อหน้าแรกก่อน (วิธีเปิดและอ่านรายงานนี้อยู่ใน Google Search Console วิธีใช้ครบ) เราจะกลับมาอัปเดตผลของหน้า /sitemap/ เมื่อครบ 30 และ 90 วันหลัง publish
เครื่องมือตรวจ On-Page SEO (ฟรี)
เว็บส่วนใหญ่ใช้เครื่องมือฟรีก็ตรวจ on-page ได้ครบ เครื่องมือเสียเงินช่วยเรื่องตรวจทั้งเว็บพร้อมกันและเทียบคู่แข่ง
| ตรวจอะไร | เครื่องมือฟรี |
|---|---|
| Google เห็น title/snippet ยังไง, หน้าไหน CTR ต่ำ | Google Search Console (Performance, URL Inspection) |
| Title และ meta description ยาวพอดีไหม (พิกเซล) | SERP preview ใน Rank Math หรือ Yoast |
| H1, heading, alt, ลิงก์ในหน้า | Chrome DevTools หรือ extension อย่าง Detailed SEO |
| Schema ถูกต้องไหม | Rich Results Test, Schema Markup Validator |
| ทั้งเว็บ (สูงสุดตามโควตาฟรี) | Ahrefs Webmaster Tools, Screaming Frog (ฟรี 500 URL) |
รายชื่อเครื่องมือแบบเทียบกันอยู่ที่ SEO Tools 2026 และลำดับงานทั้งหมดตั้งแต่เริ่มทำเว็บอยู่ที่ วิธีทำ SEO ด้วยตัวเอง
คำถามที่พบบ่อย
H1 มีได้กี่ตัว
มีได้มากกว่า 1 ตัว Google ไม่ได้กำหนดจำนวน แต่บทความทั่วไปใช้ H1 เดียวที่บอกเรื่องของหน้าจะเข้าใจง่ายที่สุดทั้งสำหรับคนและ AI จากการสำรวจของเรา หน้าไทยที่ติด 10 อันดับแรก 73% มี H1 ตัวเดียว 14% มี 2 ตัวขึ้นไป และ 12% ไม่มี H1 ใน HTML เลย (243 หน้า)
บทความต้องยาวกี่คำ
ไม่มีจำนวนที่ถูกต้อง Google บอกว่าความยาวอย่างเดียวไม่มีผลกับอันดับ ให้ยาวเท่าที่ตอบคำถามครบและดีกว่าหน้าที่ติดอันดับอยู่
Keyword density ควรกี่เปอร์เซ็นต์
ไม่ต้องคำนวณ Google ไม่มีตัวเลข density และการยัด keyword ผิดนโยบายสแปม เครื่องมือวัด density ยังนับคำภาษาไทยผิดเพราะภาษาไทยไม่เว้นวรรคระหว่างคำ
ยังต้องเขียน meta description ไหม ถ้า Google เขียนใหม่บ่อย
ควรเขียน เพราะ Google จะใช้ meta description เมื่ออธิบายหน้าได้ตรงกว่าข้อความที่ดึงจากเนื้อหา และถูกใช้ตอนแชร์ลิงก์ในโซเชียลด้วย เขียนสรุปว่าคลิกแล้วได้อะไร ไม่ต้องกังวลเรื่องจำนวนตัวอักษร
On page seo checker ใช้ตัวไหนดี
เริ่มจาก Google Search Console และ SERP preview ในปลั๊กอิน SEO ซึ่งฟรี คะแนนจากปลั๊กอินใช้เป็นเช็กลิสต์ได้ แต่อย่าเชื่อคะแนน 100% เพราะหลายตัวนับคำภาษาไทยผิด
บทเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของ สอน SEO ฟรี 7 โมดูล ของ The Missing Piece เรียนต่อโมดูลถัดไปได้ที่นั่น
แหล่งอ้างอิง
- Google Search Central: คู่มือ SEO สำหรับมือใหม่ (18 ธ.ค. 2025) · Title links (10 ธ.ค. 2025) · Snippets and meta descriptions (20 เม.ย. 2026) · Image SEO (2 มี.ค. 2026) · URL structure (10 ธ.ค. 2025) · AI features and your website (10 ธ.ค. 2025) · Spam policies (28 ส.ค. 2026)
- web.dev, INP becomes a Core Web Vital (31 ม.ค. 2024, มีผล 12 มี.ค. 2024) · Google Search Central Blog, More details on the page experience update (19 เม.ย. 2021, AMP ไม่ใช่เงื่อนไข Top Stories)
- Search Engine Land, John McAlpin (พ.ค. 2025), Google changed 76% of title tags in Q1 2025 (ผลค้นหาภาษาอังกฤษ)
- Ahrefs, AI Overview citations and top-10 rankings (2 มี.ค. 2026, 863,000 คำค้น)
- ข้อมูลของ The Missing Piece: สำรวจ title ของหน้าไทยที่ติด 10 อันดับแรก (7 ต.ค. 2026, ไม่เปิดเผยชื่อเว็บ) · AI Citation Test #1 (2–3 ต.ค. 2026) · คำตอบ AI เรื่อง on-page SEO ใน AI Mode, ChatGPT, Gemini, Perplexity (6 ต.ค. 2026)
- Nathan Gotch, AI SEO For Dummies (Wiley, 2026), บทที่ 4 (หน้า vs ย่อหน้า), 11 (HTML ที่บอตเข้าใจ: H1, H2 ตามเจตนา, ย่อหน้าอ่านเดี่ยวได้), 14 (เลือกหน้าที่ควรแก้ก่อน), 22 (เนื้อหายาวไม่ได้ดีกว่าเสมอ), 23 (คำตอบ ตาราง และนิยามที่ AI หยิบง่าย)
- Eric Enge, Stephan Spencer, Jessie Stricchiola, The Art of SEO, 4th ed. (O’Reilly, 2023), บทที่ 7 (keyword targeting: title, meta, heading, เนื้อหา, รูป, หน้าแย่งคำกันเอง และกฎการตั้ง URL หน้า 233–252) · เล่มนี้แนะนำความยาว title แบบนับตัวอักษร สำหรับภาษาไทยให้ดูความกว้างพิกเซลประกอบ (ดูผลสำรวจด้านบน)
อัปเดต 16 ต.ค. 2026: เพิ่มหัวข้อตั้ง URL/slug เป็นภาษาไทยหรืออังกฤษ · ตรวจข้อมูลล่าสุด: 7 ต.ค. 2026 (หัวข้อ URL/slug: 16 ต.ค. 2026) · เราถามคำถามเรื่อง on-page SEO กับ AI ซ้ำทุกไตรมาสเพื่อดูว่าคำตอบเปลี่ยนไหม